สิงคโปร์โมเดล : ประเทศเล็กๆ ที่ไม่มีแม้แต่น้ำมัน-พลังงาน แต่ลงทุนกับ ‘ทรัพยากรมนุษย์’ จนกลายเป็นชาติมหาอำนาจอาเซียน

18 ก.ย. 2569 - 20:56

  • สิงคโปร์...ประเทศเล็ก ๆ แห่งนี้ที่ไม่มีทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ไม่มีน้ำมัน หรือแม้แต่แร่ธาตุ ทว่าความจำกัดนั้นกลับเป็นจุดเริ่มต้นของยุทธศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

  • เมื่อรัฐบาลสิงคโปร์ไม่ยอมจำนนต่อข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ และหันมาลงทุนกับทรัพยากรเพียงสิ่งเดียวที่มีอยู่ นั่นคือ ‘มนุษย์’

  • ปัจจุบัน ทรัพยากรมนุษย์นี่แหละที่กลายเป็น ‘กุญแจสำคัญ’ ที่ขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน และศูนย์กลางทางการเงินระดับโลก

สิงคโปร์โมเดล : ประเทศเล็กๆ ที่ไม่มีแม้แต่น้ำมัน-พลังงาน แต่ลงทุนกับ ‘ทรัพยากรมนุษย์’ จนกลายเป็นชาติมหาอำนาจอาเซียน

ในวันที่สิงคโปร์ประกาศเอกราช...ประเทศเล็ก ๆ แห่งนี้แทบไม่มีอะไรเลยนอกจากความว่างเปล่า ปราศจากทรัพยากรธรรมชาติ ไม่มีน้ำมัน ไม่มีแร่ธาตุ หรือแม้กระทั่งน้ำจืดที่เพียงพอสำหรับพลเมือง แต่ความจำกัดนั้นกลับเป็นจุดเริ่มต้นของยุทธศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด 

เมื่อรัฐบาลสิงคโปร์ไม่ยอมจำนนต่อข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ และหันมาลงทุนกับทรัพยากรเพียงสิ่งเดียวที่มีอยู่ นั่นคือ ‘มนุษย์’ ที่ปัจจุบันกลายเป็น ‘กุญแจสำคัญ’ ที่ขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน และศูนย์กลางทางการเงินระดับโลก 

ไม่มีน้ำมัน-ไม่มีแร่ธาตุ-ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ...มีแต่ ‘คน’ 

(Photo by Roslan RAHMAN / AFP)
(Photo by Roslan RAHMAN / AFP)

“เราเป็นประเทศเล็กๆ ที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติเลย ดังนั้น ‘คนของเรา’ จึงต้องเป็นสินทรัพย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่มี...คุณภาพของทรัพยากรบุคคลของชาติ คือปัจจัยเดี่ยวที่สำคัญที่สุดในการกำหนดความสำเร็จของประเทศนั้นๆ”

ลี กวนยู อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ก่อตั้งประเทศเคยกล่าวไว้ 

ในเมื่อประเทศเกาะแห่งนี้ไม่มีน้ำมัน ไม่มีแร่ธาตุ ไม่มีก๊าซธรรมชาติ ไม่มีทองคำ หรือถ่านหินเลยแม้แต่แห่งเดียว และไม่มีสินค้าโภคภัณฑ์ใด ๆ ไปขายในตลาดโลก อีกทั้งพื้นที่ส่วนใหญ่ของเกาะยังถูกเปลี่ยนเป็นเมือง ป่าไม้ธรรมชาติสูญหายไปเกือบหมด และมีพื้นที่เพาะปลูกเหลือต่ำกว่า 1% ผู้นำของสิงคโปร์จึงตระหนักตั้งแต่ก่อตั้งประเทศว่า “‘คน’ คือทรัพยากรที่แท้จริงเพียงสิ่งเดียวที่มีอยู่”   

ลี กวนยู และกลุ่มผู้ร่วมก่อตั้งประเทศมองเห็นตรงกันว่า “ในเวลานั้น หากปล่อยให้ประชากรเป็นเพียงแรงงานไร้ฝีมือ หรือกุลีแบกของตามท่าเรือ ประเทศจะไม่มีทางรอดพ้นจากความยากจน” 

ขณะเดียวกัน รัฐบาลสิงคโปร์ก็ไม่ได้มองว่า ‘การศึกษา’ คือสวัสดิการสังคม แต่มันคือ ‘โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ’ ที่ต้องสร้างขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนแรงงานไร้ฝีมือในอดีต (กลุ่มประชากรยุคสร้างชาติ) ให้กลายเป็นวิศวกร นักการเงิน และผู้บริหาร เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากบริษัทข้ามชาติ  

รายงานเชิงลึกจากสำนักข่าว Fair Observer ระบุชัดเจนว่า “ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศของสิงคโปร์คือ การเปลี่ยนความไม่มีอะไรเลยให้กลายเป็นความได้เปรียบด้วยการยกระดับการศึกษาและสาธารณสุขเพื่อขับเคลื่อนการค้าและความสามารถในการแข่งขันระดับโลก” 

รัฐบาลสิงคโปร์ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับระบบการศึกษาในอดีต แต่เน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อรับมือกับเทคโนโลยีดิสรัปชัน (เทคโนโลยีรูปแบบใหม่ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต การทำงาน และการดำเนินธุรกิจอย่างสิ้นเชิง) 

“ทักษะแรงงานในศตวรรษนี้กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้อุตสาหกรรมและแรงงานสิงคโปร์ยังคงมีความสำคัญบนเวทีโลก”

บทความเศรษฐกิจจากหนังสือพิมพ์ The Business Times อธิบาย  

ความสำเร็จจากการทุ่มทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ สะท้อนให้เห็นชัดเจนจากดัชนีชี้วัดระดับโลก 2 รายงาน : 

  • อันดับ 1 ในดัชนีทุนมนุษย์ (Human Capital Index) ของธนาคารโลก : สิงคโปร์เป็นประเทศที่เด็กแรกเกิดสามารถพัฒนาศักยภาพ สุขภาพ และการศึกษา เพื่อสร้างผลิตภาพ (Productivity) ให้แก่ประเทศได้สูงที่สุดในโลก 
  • ติดอันดับท็อปของโลกด้านระบบนิเวศการศึกษาและการดึงดูดผู้มีความสามารถ : จากรายงานของสถาบัน INSEAD (โรงเรียนบริหารธุรกิจระดับโลก) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจสิงคโปร์ (Singapore EDB) 

จากประชากรธรรมดา ---> ทุนมนุษย์ระดับพรีเมียม 

(Photo by Roslan RAHMAN / AFP)
(Photo by Roslan RAHMAN / AFP)

เรื่องราวของสิงคโปร์มักถูกบอกเล่าในฐานะประเทศเกิดใหม่ที่ประสบความสำเร็จอย่างเหลือเชื่อ ทั้งที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติใดๆ เลยนอกจาก ‘ประชากรของตนเอง’ แต่เราอาจกล่าวได้ว่าสิงคโปร์ประสบความสำเร็จเพราะ ‘การขาดแคลน’ ทรัพยากร มากกว่าที่จะเป็น ‘ทั้งที่ขาดแคลน’ ทรัพยากรด้วยซ้ำ 

แนวคิดนี้สอดคล้องกับ ‘คำสาปทรัพยากร’ (Resource Curse) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่น่าแปลกใจว่า ประเทศที่ร่ำรวยทรัพยากรธรรมชาติมักจะมีการเติบโตและการพัฒนาเศรษฐกิจที่ย่ำแย่กว่า ‘ประเทศที่ไม่มีทรัพยากร’

ประเทศที่ได้รับพรจากธรรมชาติให้มีน้ำมัน หรือแร่ธาตุ มักจะมุ่งเน้นไปที่การขุดเจาะทรัพยากรเหล่านี้เพื่อสร้างความมั่งคั่งโดยอัตโนมัติ ทว่าผลกระทบที่ตามมาโดยไม่ตั้งใจก็คือ การลงทุนในด้านการศึกษาและทักษะของประชากรกลับถูกละเลย ยิ่งไปกว่านั้น ความมั่งคั่งในระบบเศรษฐกิจที่ร่ำรวยทรัพยากรมักจะกระจุกตัวอยู่ในมือของบริษัทและกลุ่มมหาเศรษฐีผู้มีอิทธิพลสูงเพียงไม่กี่กลุ่มที่ควบคุมทรัพยากรเหล่านั้น ส่งผลให้ความร่ำรวยตกอยู่กับคนส่วนน้อยมากกว่าคนส่วนใหญ่ 

สิงคโปร์นำทฤษฎีคำสาปทรัพยากรมาเป็นบทเรียนและสร้างนโยบายที่ตรงกันข้าม ด้วยการนำรายได้จากการเป็นเมืองท่าและภาษีทั้งหมดมาแปรสภาพเป็น ‘ทุนมนุษย์’ ผ่านสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยระดับโลก เพื่อให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจของประเทศจะขับเคลื่อนด้วยสมองและความรู้ ซึ่งยั่งยืนและไม่มีวันหมดอายุเหมือนน้ำมัน 

ในช่วงทศวรรษ 1960 สิงคโปร์ได้เริ่มขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเน้นการส่งออก โดยวางตำแหน่งประเทศเป็นฐานการผลิตที่ได้เปรียบด้านต้นทุน เพื่อดึงดูดบริษัทข้ามชาติ (MNCs) ให้เข้ามาลงทุน ซึ่งสิงคโปร์จะได้รับประโยชน์ทั้งในด้านเงินทุน เทคโนโลยี ตลาด และองค์ความรู้ทางธุรกิจ 

ขณะเดียวกัน บริษัทข้ามชาติเหล่านั้นก็เข้ามาลงทุนเพื่อพึ่งพากำลังแรงงานในพื้นที่ ซึ่งความต้องการที่ตรงกันนี้ ทำให้ทั้งรัฐบาลสิงคโปร์และบริษัทข้ามชาติต่างมีผลประโยชน์ร่วมกันในการลงทุนพัฒนาทักษะแรงงาน จนนำไปสู่การจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมวิชาชีพทางอุตสาหกรรมร่วมกับบริษัทชั้นนำอย่าง Tata, Rollei และ Philips  

นอกจากนี้ รัฐบาลสิงคโปร์ยังได้จัดสรรงบประมาณจำนวนมหาศาลไปกับการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และเทคนิคศึกษา เพื่อสร้างกำลังคนให้ตอบสนองความต้องการของภาคเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน 

แรงงานที่มีทักษะสูงย่อมดึงดูดทุนต่างชาติ 

   (Photo by Roslan RAHMAN / AFP)
(Photo by Roslan RAHMAN / AFP)

สิงคโปร์รู้ดีว่าบริษัทเทคโนโลยีและสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ระดับโลกจากอเมริกา ยุโรป หรือญี่ปุ่น จะไม่ยอมเข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่หากไม่มีแรงงานรองรับ รัฐบาลจึงออกแบบหลักสูตรการศึกษาที่เน้นแนวคิด STEM (วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี, วิศวกรรม และคณิตศาสตร์) ควบคู่ไปกับระบบทวิภาษา

การมีแรงงานที่มีวินัยสูง ซื่อสัตย์ และมีทักษะเฉพาะทางที่พร้อมเริ่มงานทันที ทำให้สิงคโปร์สามารถดึงดูดบริษัทข้ามชาติ (MNCs) ให้เข้ามาลงทุนตั้งฐานปฏิบัติการในภูมิภาคอาเซียน ยกระดับให้ประเทศกลายเป็น ‘ศูนย์กลางทางการเงินระดับโลก’ ได้สำเร็จ

รัฐบาลสิงคโปร์เชื่อว่าการลงทุนกับคนจะหยุดอยู่แค่ในโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยไม่ได้ พวกเขาจึงทุ่มงบประมาณมหาศาลสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่านโครงการอย่าง ‘SkillsFuture’ ที่แจกเงินทุนอุดหนุนให้ประชาชนวัยทำงานทุกคนนำไปลงทะเบียนเรียนคอร์สพัฒนาและยกระดับทักษะด้านเทคโนโลยีและ AI เพื่อป้องกันไม่ให้คนในประเทศตกงาน และทำให้แรงงานสิงคโปร์คงความเก่งกาจและยืดหยุ่นในระดับสากลอยู่เสมอ 

ปีแล้วปีเล่าที่สิงคโปร์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในประเทศชั้นนำของโลก ทั้งในด้านความสะดวกรวดเร็วในการดำเนินธุรกิจ ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ทุนมนุษย์ การเชื่อมต่อกับทั่วโลก และด้านอื่น ๆ อีกมากมาย  

“รัฐบาลสิงคโปร์ได้ทุ่มงบประมาณมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 2.6 หมื่นล้านบาท) ต่อปี ไปกับการศึกษาและการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2015-2020 และผลลัพธ์จากการลงทุนนั้นสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ปัจจุบันแรงงานสิงคโปร์มากกว่าครึ่งหนึ่งได้รับการจ้างงานในตำแหน่งงานที่ต้องใช้ทักษะสูง”

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจสิงคโปร์ (Singapore EDB) ระบุ 

นอกจากนี้ การที่สิงคโปร์มุ่งมั่นพัฒนาทรัพยากรบุคคลอย่างต่อเนื่อง ยังทำให้เกิดกลุ่มแรงงานทักษะสูงที่เป็นเหมือนแม่เหล็กดึงดูดบริษัทข้ามชาติต่าง ๆ ด้วย “หากต้องการเติบโตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คุณจำเป็นต้องสร้างศักยภาพด้านภาษา ทั้งภาษาบาฮาซาและภาษาจีนกลาง ดังนั้น สำหรับการทำธุรกิจร่วมกับเกาหลี รวมถึงการดูแลลูกค้าในจีน อินโดนีเซีย และมาเลเซีย สิงคโปร์จึงเป็นสถานที่ที่สมบูรณ์แบบที่สุดอรุณ ซิงก์ บริหารระดับสูงในแวดวงเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ระดับโลก (B2B SaaS) กล่าว 

ข่าวที่น่าสนใจ


เรื่องเด่นประจำสัปดาห์