มิตรหมางเมิน! ทรัมป์โดดเดี่ยวแม้แต่พันธมิตรยุโรปยังต่อต้าน

16 เม.ย. 2569 - 16:08

  •   นายกรัฐมนตรี จอร์เจีย เมโลนี ของอิตาลี เป็นหนึ่งในพันธมิตรยุโรปที่เหนียวแน่นของสหรัฐฯ

  • ผู้นำฝ่ายค้านของอิตาลีประกาศสนับสนุนนายกรัฐมนตรีเมโลนีกลางสภาหลังทรัมป์วิจารณ์ผู้นำอิตาลี

  • ทรัมป์ขู่คว่ำบาตรทางการค้ากับสเปนหลังไม่ยอมให้ใช้ฐานทัพโจมตีอิหร่าน

มิตรหมางเมิน! ทรัมป์โดดเดี่ยวแม้แต่พันธมิตรยุโรปยังต่อต้าน

คำพูดของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่วิพากษ์วิจารณ์ประเทศพันธมิตรอย่างดุเดือดกรณีช่องแคบฮอร์มุซ และล่าสุดลามมาถึงสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 จุดชนวนความแตกร้าวในหมู่พันธมิตรยุโรป โดยเฉพาะกับคนอิตาลีที่มองว่า แค่การตั้งคำถาม ยังไม่ต้องถึงกับวิจารณ์สมเด็จพระสันตะปาปา เป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้แล้ว

อิตาลี: ‘เราไม่ได้อยู่ในภาวะสงคราม’

นายกรัฐมนตรี จอร์เจีย เมโลนี ของอิตาลีที่ เป็นหนึ่งในพันธมิตรยุโรปที่เหนียวแน่นของสหรัฐฯ ทั้งยังคอยเป็นสะพานเชื่อมในขณะที่ทรัมป์กำลังขัดแย้งกับผู้นำยุโรปคนอื่นๆ เกี่ยวกับภาษีศุลกากร ยูเครน และกรีนแลนด์

ทรัมป์ซึ่งก่อนหน้านี้เคยยกย่องเมโลนีว่าเป็น “ผู้นำที่ยิ่งใหญ่” ตอนนี้กลับบอกว่า รู้สึกตกใจที่เธอปฏิเสธที่จะส่งกองกำลังไปช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ช่วงแรกๆ หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน นายกรัฐมนตรีเมโลนีประกาศว่า ดินแดนของอิตาลีจะไม่ถูกสหรัฐฯ หรืออิสราเอลใช้โจมตีอิหร่าน โดยประกาศชัดเจนว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านนั้น “อยู่นอกกรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ”

วันที่ 11 มีนาคม เมโลนีบอกว่า “เราไม่ได้อยู่ในภาวะสงคราม และเราไม่ต้องการเข้าสู่สงคราม” ด้วยเหตุนี้ทางการอิตาลีจึงปฏิเสธไม่ให้เครื่องบินทิ้งระเบิดของสหรัฐฯ ผ่านฐานทัพอากาศซิกอนเนลลา โดยอ้างถึง “ข้อจำกัดทางรัฐธรรมนูญ” ของกรุงโรมเกี่ยวกับสงครามที่ยังไม่ได้ประกาศ

ความขัดแย้งทางการทูตนี้ทวีความรุนแรงขึ้นหลังการปะทะกันอย่างเปิดเผยระหว่างเมโลนีและโดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 หลังจากสมเด็จพระสันตะปาปาแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับชาวปาเลสไตน์และคัดค้านสงครามกับอิหร่าน ทรัมป์ก็วิพากษ์วิจารณ์สมเด็จพระสันตะปาปาอย่างรุนแรง เมโลนีรีบออกมาปกป้องสมเด็จพระสันตะปาปาโดยประณามคำพูดของทรัมป์ว่า “ยอมรับไม่ได้” และยืนยันว่า ผู้นำทางศาสนาไม่รับคำสั่งจากนักการเมือง

ทรัมป์ตอบโต้คำพูดของเมโลนีว่า เขา “ตกใจ” กับจุดยืนของเมโลนี โดยระบุว่าเธอ “ไม่ได้ช่วย” สหรัฐฯ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนาโตและการหารือเกี่ยวกับอิหร่าน

จุดยืนของเมโลนีได้รับการสนับสนุนจากทั้งสองพรรคการเมืองอย่างที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก ถึงขั้นที่ เอลลี ชไลน์ ผู้นำฝ่ายค้านหลักของอิตาลี ลุกขึ้นมาประกาศสนับสนุนเมโลนีกลางสภาว่า “ไม่มีประมุขแห่งรัฐต่างชาติใดสามารถโจมตี ข่มขู่ หรือแสดงความไม่เคารพต่อประเทศหรือรัฐบาลของเราได้”

หลังจากปกป้องสมเด็จพระสันตะปาปาแล้ว เมโลนีก็ประกาศระงับความร่วมมือทางทหารกับอิสราเอล ที่แม้จะถูกมองว่ามีคุณค่าเชิงสัญลักษณ์มากกว่าผลกระทบที่เป็นรูปธรรม แต่ก็เป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนของรัฐบาลอิตาลี และสะท้อนให้เห็นถึงความไม่สบายใจอย่างมากต่อการกระทำของพันธมิตรเก่าแก่ของอิตาลีในตะวันออกกลาง

นอกจากเมโลนีแล้ว ยังมี โยลันดา ดิอาซ รองนายกรัฐมนตรีของสเปน ที่พูดถึงคำพูดของทรัมป์ต่อสมเด็จพระสันตะปาปาว่า คำพูดของทรัมป์ “เป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์” แสดงให้เห็นถึง “การไม่เคารพ” ต่อผู้นำของศาสนจักรคาทอลิกและประมุขแห่งนครรัฐวาติกัน และว่า “สมเด็จพระสันตะปาปาเป็นผู้นำประเทศและผู้นำทางศาสนาที่ทรงเป็นตัวแทนของผู้ศรัทธาหลายล้านคน ไม่ว่าใครจะเป็นคนมีศาสนาหรือไม่ก็ตาม คำพูดเช่นนั้นไม่เหมาะสม”

กรณีของอิตาลียังไม่มีความเคลื่อนไหวจากทรัมป์ว่าจะโต้กลับอย่างไร แต่ในกรณีของสเปนนั้นทรัมป์ขู่ว่าจะคว่ำบาตรทางการค้า

ทรัมป์พบกับเมโลนีในห้องทำงานรูปไข่ที่ทำเนียบขาว ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2025 (Photo by WIN MCNAMEE / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / Getty Images via AFP)
ทรัมป์พบกับเมโลนีในห้องทำงานรูปไข่ที่ทำเนียบขาว ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2025 (Photo by WIN MCNAMEE / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / Getty Images via AFP)

สเปน: ‘เราจะไม่เป็นข้าราชบริพารของใคร’

รัฐบาลสเปนเป็นประเทศในยุโรปที่วิพากษ์วิจารณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านอย่างรุนแรงที่สุด และต่อต้านอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่าสมาชิกนาโตรายอื่นๆ ด้วยการปิดน่านฟ้าอย่างสิ้นเชิงสำหรับเครื่องบินของสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง โดยยืนยันว่า ฐานทัพของสเปนสามารถใช้ได้เฉพาะเพื่อการป้องกันร่วมกันของนาโตเท่านั้น ไม่ใช่สงครามฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ

การต่อต้านอย่างหนักแน่นนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นของความขัดแย้ง ในปลายเดือนกุมภาพันธ์ นายกรัฐมนตรี เปโดร ซานเชซ ประณามการโจมตีอิหร่านว่าเป็น “การกระทำที่ประมาทและผิดกฎหมาย”

รัฐบาลสเปนย้ำจุดยืนอีกครั้งในวันที่ 4 มีนาคม เมื่อซานเชซประกาศว่า สเปนยืนหยัดต่อต้าน “หายนะ” ของสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ในตะวันออกกลาง

ในวันเดียวกันนั้น รองนายกรัฐมนตรี มาเรีย เฆซุส มอนเตโร กล่าวประณามแรงกดดันจากภายนอกอย่างหนักแน่น โดยระบุว่า “เราจะไม่เป็นข้าราชบริพารของใครอย่างแน่นอน เราจะไม่ทนต่อการข่มขู่ และเราจะปกป้องคุณค่าของเรา”

ตอนนั้นทรัมป์ตอบโต้ด้วยการขู่ว่าจะตัดความสัมพันธ์ทางการค้ากับสเปนทั้งหมด และบอกว่า “สเปนแย่มาก” และยังอ้างถึงการที่สเปนไม่ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ให้สมาชิกนาโตทุกประเทศใช้จ่าย 5% ของจีดีพีในด้านการป้องกันประเทศ (อีกครั้ง) โดยบอกว่า “สเปนไม่มีอะไรที่เราต้องการเลย ธุรกิจทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับสเปน ผมมีสิทธิ์ที่จะหยุดมันได้ การคว่ำบาตร ผมจะทำอะไรก็ได้กับสเปน และเราอาจจะทำอย่างนั้นกับสเปน”

แต่สเปนก็ไม่ได้แสดงความเกรงกลัวทรัมป์ ออกแถลงการณ์ตอบโต้ว่า สหรัฐฯ ต้องคำนึงถึงความเป็นอิสระของธุรกิจเอกชน กฎหมายระหว่างประเทศ และข้อตกลงการค้าทวิภาคีระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป และยืนยันว่า สเปนมีทรัพยากรที่จำเป็นในการควบคุมผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการคว่ำบาตรทางการค้าและให้การสนับสนุนภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ

นอกจากไม่กลัวแล้ว เมื่อเร็วๆ นี้ซานเชซยังเดินทางเยือนจีนเพื่อพบปะหารือกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง และจับมือกับจีน “ต่อต้านกฎแห่งป่า” ที่คนที่แข็งแกร่งทำลายหรือเอาเปรียบคนที่อ่อนแอกว่า

แม้ว่าจีนกับสเปนจะไม่ได้กล่าวถึงสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านโดยตรง แต่ก็อนุมานได้ว่าเป็นเช่นนั้น เพราะทั้งสเปนและจีนต่างประณามการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอลว่าเป็นสิ่งที่ “ยอมรับไม่ได้” และ “ผิดกฎหมาย”

เยอรมนี: ‘เยอรมนีไม่ได้เป็นฝ่ายร่วมสงคราม’

เยอรมนีแสดงจุดยืนที่แน่วแน่ที่สุดในการต่อต้านการเข้าร่วมปฏิบัติการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล นายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมอร์ซ กล่าวเมื่อวันที่ 18 มีนาคมว่า เยอรมนี “จะแนะนำไม่ให้ดำเนินการตามแนวทางนี้” และปฏิเสธที่จะส่งกำลังทหารไปยังช่องแคบฮอร์มุซ โดยกล่าวว่า เยอรมนี “จะไม่เข้าร่วมในการรับประกันเสรีภาพในการเดินเรือ…ด้วยวิธีการทางทหาร”

จุดยืนที่เด็ดขาดนี้ได้รับการยืนยันก่อนหน้านี้ในเดือนเดียวกันโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม บอริส ปิสโตริอุส เมื่อวันที่ 4 มีนาคม เขาประกาศว่า “เยอรมนีไม่ได้เป็นฝ่ายร่วมสงคราม กองทัพเยอรมันจะไม่เข้าร่วม” พร้อมเตือนว่า “การเริ่มสงครามนั้นง่ายกว่าการยุติสงครามมาก” และว่าสหรัฐฯ ไม่มีกลยุทธ์การถอนตัว เขาเน้นย้ำถึงเส้นทางการทูตผ่านสหภาพยุโรปและสหประชาชาติมากกว่าการมีส่วนร่วมทางทหาร

สหราชอาณาจักร: ‘ไม่ใช่สงครามของเรา’

แม้จะมีสายสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ที่ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ แต่ในตอนแรก สหราชอาณาจักรปฏิเสธไม่อนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพทหารของอังกฤษสำหรับการโจมตีอิหร่านระลอกแรก เจ้าหน้าที่ชี้แจงในภายหลังว่า การเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกของสหราชอาณาจักรใดๆ ก็ตาม จะจำกัดอยู่เฉพาะการสนับสนุนด้านการป้องกันเท่านั้น ไม่ใช่การมีส่วนร่วมในปฏิบัติการโจมตี

ความแตกแยกข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 มีนาคม เมื่อทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์สหราชอาณาจักรอย่างรุนแรงว่า “ช้าเกินไป” ในการสนับสนุนสหรัฐฯ และเยาะเย้ยนายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ ว่า “ไม่ใช่ วินสตัน เชอร์ชิลล์”

ความแตกแยกทวีความรุนแรงขึ้นในวันที่ 13 เมษายน เมื่อสตาร์เมอร์ปฏิเสธคำขอของสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการที่จะส่งเรือรบของกองทัพเรืออังกฤษไปรักษาความปลอดภัยช่องแคบฮอร์มุซ โดยยืนยันว่า ความขัดแย้งในอิหร่าน “ไม่ใช่สงครามของเรา” สตาร์เมอร์ประกาศว่า สหราชอาณาจักรจะไม่ “ถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้อง” และเรียกร้องให้มีการประสานงานที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นกับพันธมิตรในยุโรปในด้านนโยบายความมั่นคงและพลังงานในขณะที่วิกฤตการณ์คลี่คลายลง

ฝรั่งเศส: ‘ฝรั่งเศสไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสงครามนี้’

ฝรั่งเศสได้ดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อถอยห่างจากสงคราม โดยปิดกั้นเครื่องบินของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่บรรทุกอาวุธจากน่านฟ้าของฝรั่งเศสตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง เตือนว่าการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอลอาจก่อให้เกิด “หายนะ” ในภูมิภาค

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม มาครงเตือนว่า การแทรกแซงที่ดำเนินการ “นอกเหนือกฎหมายระหว่างประเทศ” คุกคามเสถียรภาพของภูมิภาค ดังนั้น รัฐบาลของเขายืนยันว่าฝรั่งเศสจะไม่เข้าร่วมกับพันธมิตรของสหรัฐฯ ในการโจมตีเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยเรียกร้องให้มีการริเริ่มด้านความมั่นคงทางทะเลที่นำโดยยุโรป “เมื่อสงครามคลี่คลายลง”

ประธานาธิบดีมาครงเน้นย้ำจุดยืนที่แน่วแน่นี้อีกครั้งเมื่อวันที่ 6 มีนาคม โดยประกาศว่าฝรั่งเศส “ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสงครามนี้” เมื่อวันที่ 1 เมษายน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม อลิซ รูโฟ ย้ำขอบเขตนี้ โดยระบุว่า นาโตมีอยู่เพื่อความมั่นคงของยูโร-แอตแลนติก ไม่ใช่เพื่อปฏิบัติการโจมตีในฮอร์มุซ

นาโต: เรียกร้องความเป็นเอกภาพท่ามกลางรอยร้าว

สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านได้เผยให้เห็นรอยร้าวลึกภายในนาโต โดยพันธมิตรยุโรปปฏิเสธอย่างหนักแน่นที่จะเข้าร่วมการโจมตีของสหรัฐฯ พันธมิตรนาโตได้รักษาระยะห่างอย่างเคร่งครัด โดยจำกัดบทบาทของตนไว้เฉพาะมาตรการป้องกันเท่านั้น

ด้วยความโกรธเคืองต่อการขาดการสนับสนุน ทรัมป์จึงวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มนี้อย่างหนัก โดยบอกว่านาโตเป็น “เสือกระดาษ” และขู่ว่าจะพิจารณาการเป็นสมาชิกนาโตของสหรัฐฯ อีกครั้ง

“เราจ่ายเงินหลายล้านล้านดอลลาร์ให้กับนาโต แต่พวกเขากลับไม่ช่วยเหลือเรา" ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันที่ 9 เมษายน พร้อมเตือนว่า พันธมิตรนาโตกำลังเผชิญกับ “การตรวจสอบอย่างจริงจัง

ในขณะที่เลขาธิการนาโตคนปัจจุบัน มาร์ค รุตเตอ พยายามลดความตึงเครียดในสหรัฐฯ แต่เยนส์ สโตลเทนเบิร์ก อดีตเลขาธิการนาโต ได้ประณามการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อวันที่ 21 มีนาคมอย่างเปิดเผย โดยระบุว่า “ไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศรองรับ”

Photo by SUZANNE PLUNKETT / POOL / AFP

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์