กระทรวงกลาโหมของจีนประกาศเมื่อวันที่ 30 กันยายนว่า ศูนย์สนับสนุนและฝึกอบรมร่วมจีน-ลาวที่สนามบินบ้านเกินในแขวงเวียงจันทน์ ประเทศลาว และสถาบันการบินมิตรภาพจีน-ลาว เปิดทำการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 กันยายน โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยเสริมสร้างการฝึกอบรมนักบินของลาว และย้ำว่า ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่บุคคลที่สามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันประเทศของไต้หวันมองว่า การเปิดศูนย์สนับสนุนทางอากาศร่วมในลาวเมื่อเร็วๆ นี้ เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการแผ่ขยายอิทธิพลของจีนที่มีมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ เพื่อขยายอิทธิพลเข้าไปในมหาสมุทรอินเดีย
ซูจื่ออวิ๋น ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และทรัพยากรด้านการป้องกันประเทศแห่งสถาบันวิจัยเพื่อการป้องกันประเทศและความมั่นคงแห่งชาติ (INDSR) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลไต้หวันกล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระยะยาวของจีนในการขยายอิทธิพลออกไปนอกพรมแดนของตัวเอง
ซูบอกว่า นับตั้งแต่เปิดตัวโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง จีนก็วางรากฐานสำหรับการจัดตั้งฐานทัพเรือและฐานทัพอากาศในต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อให้เข้าถึงเส้นทางขนส่งทางทะเลในมหาสมุทรอินเดียและบรรเทาความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับช่องแคบมะละกา
ผู้เชี่ยวชาญของไต้หวันรายนี้บอกอีกว่า การมีฐานทัพในลาวจะช่วยให้กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนขยายอิทธิพลไปยังทะเลจีนใต้ มหาสมุทรอินเดีย และช่องแคบมะละกา และว่า ฐานทัพแห่งใหม่นี้ยังสะท้อนถึงยุทธศาสตร์หลักของจีนที่มุ่งคุ้มครองเส้นทางขนส่งทางทะเลและเส้นทางออกสู่ทะเลของจีน โดยอาศัยกำลังทางเรือและทางอากาศเป็นเกราะป้องกัน เพื่อให้มั่นใจว่า หากเกิดกรณีการปิดกั้นช่องแคบมะละกา จีนจะยังขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเข้าประเทศได้
ซูบอกต่อว่า รันเวย์ของสนามบินซึ่งมีความยาวประมาณ 2,000 เมตรสามารถรองรับเครื่องบินขับไล่ได้ แต่จีนอาจพิจารณาขยายความยาวเป็น 3,000 เมตร เพื่อรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ขึ้น เช่น เครื่องบินทิ้งระเบิด เครื่องบินลำเลียง และเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ
ซูตบท้ายว่า ในกรณีที่เกิดความขัดแย้งในทะเลจีนใต้หรือช่องแคบไต้หวัน กองทัพอากาศของสหรัฐฯ ที่ฐานทัพดิเอโกการ์เซียในมหาสมุทรอินเดียต้องบินจากตะวันตกไปตะวันออกข้ามคาบสมุทรอินโดจีน ซึ่งอาจทำให้เสี่ยงต่อการถูกจีนสกัดกั้น

ฮันเตอร์ มาร์สตัน ผู้อำนวยการโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของสถาบันโลวีในออสเตรเลียเผยกับสำนักข่าว DW ว่า โครงสร้างพื้นฐานของสถานที่แห่งนี้ทำให้จีนมีทางเลือกในการขยายการใช้งานทางทหารในอนาคต
“เป้าหมายอาจจะอยู่ที่การเป็นสถานที่ฝึกร่วมกัน แต่ก็มีศักยภาพที่จะเป็นฐานที่มั่นถาวรได้ หากจีนเลือกที่จะใช้ประโยชน์ในลักษณะดังกล่าว ก็ถือว่ามีอำนาจต่อรองทางการเมืองเหนือลาวมากพอที่จะเรียกร้องสิทธิ์ในการเข้าถึงแต่เพียงผู้เดียวในอนาคต”
— ฮันเตอร์ มาร์สตัน ผู้อำนวยการโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของสถาบันโลวีในออสเตรเลีย
การมีกำลังทหารของจีนในลาวอย่างถาวรหรือต่อเนื่องมากขึ้น จะช่วยเพิ่มมิติใหม่ให้กับการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สหรัฐฯ ยังคงมีสิทธิ์เข้าถึงพื้นที่ทางทหารในวงกว้างทั่วภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกอย่างเหนือกว่ามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านการเป็นพันธมิตรกับฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย
ที่ผ่านมาจีนมีสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ในต่างประเทศน้อยกว่ามาก แต่ฐานที่มั่นในบ้านเกินและฐานทัพเรือเรียมในกัมพูชา อาจช่วยลดข้อเสียเปรียบนั้นลงได้ทีละน้อย โดยการเพิ่มสถานที่ฝึกอบรม บำรุงรักษาอุปกรณ์ และอาจจัดเก็บเสบียงไว้ล่วงหน้าให้กับกองทัพจีน
ยวน แกรห์ม นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ออสเตรเลียเผยกับ DW ว่า นี่เป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลอย่างยิ่งสำหรับเวียดนาม
เวียดนามและจีนยังคงรักษาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดทั้งในระดับพรรคและด้านเศรษฐกิจ แต่ก็ยังเป็นคู่แข่งกันในทะเลจีนใต้ ซึ่งข้อพิพาทเรื่องการอ้างสิทธิ์ในดินแดนของทั้งสองฝ่ายได้ก่อให้เกิดความตึงเครียดหลายครั้ง
เวียดนามมองว่า ลาวและกัมพูชาเป็นรัฐกันชนที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์บริเวณแนวชายแดนด้านตะวันตกของตัวเองมาโดยตลอด และพยายามรักษาอิทธิพลทั้งทางการเมืองและการทหารในระดับสูงในทั้งสองประเทศมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ
“ฮานอยมองว่าคาบสมุทรอินโดจีนอยู่ภายใต้อิทธิพลของตัวเองมาโดยตลอด เพราะช่วยเป็นปราการกันชนเพื่อป้องกันผู้รุกรานจากภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงลักษณะภูมิประเทศของเวียดนามที่มีช่วงกลางค่อนข้างแคบ ตอนนี้เวียดนามกำลังเผชิญกับความเป็นไปได้ที่น่ากังวลว่า จะถูกจีนโอบล้อมในเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งฐานทัพอากาศแห่งใหม่ในลาวจะส่งผลให้การวางแผนด้านการป้องกันประเทศของเวียดนามมีความซับซ้อนยุ่งยากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน”
— ยวน แกรห์ม นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ออสเตรเลีย
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์คนอื่นแย้งว่า สภาพภูมิศาสตร์เป็นข้อจำกัดด้านการทหารของฐานทัพบ้านเกิน
คอลลิน โกห์ นักวิจัยอาวุโสจากวิทยาลัยการศึกษาระหว่างประเทศ เอส. ราชารัตนัม แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยางของสิงคโปร์เผยกับ DW ว่า จีนสามารถขยับขยายการปรากฏตัวที่ฐานทัพแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดกำลังบุคลากรได้มากขึ้น โดยเฉพาะที่ปรึกษาและผู้สอน ตลอดจนเครื่องบินฝึกและเครื่องบินขั้นสูงในที่สุด ขณะเดียวกันก็ใช้สถานที่ดังกล่าวเพื่อจัดเตรียมอุปกรณ์และสิ่งของต่างๆ
แต่ “ประโยชน์ในเชิงปฏิบัติการสำหรับการแผ่ขยายแสนยานุภาพทางทหารของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกจำกัดด้วยสภาพทางธรรมชาติที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลของลาว” ผิดกับฐานทัพเรือเรียมของกัมพูชา ในขณะที่เครื่องบินรบของจีนมีฐานทัพขนาดใหญ่และมีอุปกรณ์ครบครันกว่ามากในภาคใต้ของจีนอยู่แล้ว
โกห์มองว่า แม้เวียดนามจะจับตามองพื้นที่บ้านเกินอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจมีบทบาทในความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ในอนาคต แต่สภาพภูมิศาสตร์ของพื้นที่ดังกล่าวไม่ได้สร้างความได้เปรียบทางยุทธการอย่างมีนัยสำคัญให้กับกองทัพจีน
ไซมอน ครีค รองศาสตราจารย์ประจำสถาบันการศึกษาแห่งชาติของสิงคโปร์และนักประวัติศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องลาว ตั้งข้อสังเกตว่า ลาวยังคงยึดมั่นในนโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (non-alignment) นับตั้งแต่เริ่มใช้นโยบายต่างประเทศในรูปแบบปัจจุบันเมื่อปี 1986
“ที่ผ่านมาลาวไม่เคยมีสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารที่ใช้งานร่วมกับชาติอื่นในลักษณะดังกล่าว แม้ว่าจะมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดทั้งในด้านการเมืองและการทหารกับเวียดนาม รวมถึงจีนและรัสเซียก็ตาม...อีกทั้งการกล่าวถึงฐานทัพต่างชาติในลาวมักจะทำให้ผู้คนหวนนึกถึงฐานปฏิบัติการของซีไอเอในช่วงสงครามอินโดจีน” ครีคเผย
อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่า “แทบเป็นไปไม่ได้เลย” ที่ลาวจะปรับเปลี่ยนแนวทางนโยบายต่างประเทศอย่างเป็นทางการ หรือละทิ้งความพยายามที่มีมาอย่างยาวนานในการรักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนาม ไทย และจีน
Photo by GREG BAKER / AFP





