เจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูงของอิหร่าน 2 นายเปิดเผยกับสำนักข่าว Reuters ว่า “รัฐบาลอิหร่านได้จัดทำแผนการโดยละเอียดเพื่อมุ่งเป้าโจมตีสายเคเบิลสื่อสารใต้ทะเลในอ่าวเปอร์เซีย หากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีซ้ำอีกครั้ง”
ท่าทีดังกล่าวสอดคล้องกับคำเตือนก่อนหน้านี้ของบรรดาเจ้าหน้าที่อิหร่านที่ระบุว่า “สายเคเบิลใต้ทะเลในภูมิภาคอาจตกเป็นเป้าหมายโจมตีทันทีในความขัดแย้งระลอกใหม่ หากการเจรจาทางการทูตกับรัฐบาลสหรัฐฯ ล้มเหลว”
แต่เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของอิหร่านทั้งสองนายไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดมากนัก และไม่ได้ระบุอย่างแน่ชัดว่ารัฐบาลอิหร่านจะลงมือโจมตีด้วยวิธีใด หรือที่พิกัดไหน อย่างไรก็ตาม หนึ่งในเจ้าหน้าที่ระบุว่า “อิหร่านจะมุ่งเป้าไปที่การขัดขวางไม่ให้มีการซ่อมแซมสายเคเบิลหลังการโจมตี เพื่อยืดระยะเวลาให้ระบบการสื่อสารและสัญญาณอินเทอร์เน็ตล่มยาวนานที่สุด”
“หากอิหร่านถูกโจมตี จะไม่มีคำว่าเส้นแดงอีกต่อไป...ทุกอย่างตั้งแต่สายเคเบิลใต้ทะเลไปจนถึงฐานทัพทหาร รวมถึงฐานทัพลับ จะตกเป็นเป้าหมายทั้งหมด” หนึ่งในเจ้าหน้าที่ กล่าว พร้อมเตือนรัฐบาลสหรัฐฯ ว่า “อย่าเล่นกับไฟ...อิหร่านสามารถเข้าถึงพิกัดสายเคเบิลใต้ทะเลเหล่านี้ได้อย่างสมบูรณ์ และสามารถทำลายพวกมันได้อย่างง่ายดาย”
ขณะเดียวกัน ยาโดลลาห์ จาวามี รองหัวหน้าฝ่ายการเมืองของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ก็เปิดเผยเมื่อวันพุธ (21 ต.ค.) ว่า “หากสถานที่สำคัญหรือระบบสาธารณูปโภคของอิหร่านถูกโจมตี อิหร่านก็พร้อมจะตอบโต้ด้วยการถล่มสายเคเบิลอินเทอร์เน็ตหลักทั้ง 7 เส้นใต้ช่องแคบฮอร์มุซทันที”
แม้ว่าข้อมูลอินเทอร์เน็ตทั่วโลกเกือบทั้งหมดราว 99% จะต้องพึ่งพาระบบสายเคเบิลใต้ทะเล แต่นักวิเคราะห์ประเมินว่า “แผนการขู่ทำลายสายเคเบิลของอิหร่านในครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อระบบอินเทอร์เน็ตโลกมากนัก เนื่องจากช่องสัญญาณอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศที่วิ่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซนั้น มีสัดส่วนไม่ถึง 1% ของภาพรวมทั้งโลก”
การตอบโต้ที่ ‘รุนแรงกว่าเดิม’
แผนการโจมตีสายเคเบิลใต้ทะเลในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้นำอิหร่านว่า “หากสหรัฐฯเปิดฉากโจมตีรอบใหม่ อิหร่านจำเป็นต้องตอบโต้ให้รุนแรงกว่าที่ผ่าน ๆ มา”
โดยในเดือนนี้ โมห์เซน เรซาอี เจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูงของอิหร่าน เพิ่งออกมาเตือนว่า “โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่มีความเชื่อมโยงกับสหรัฐฯ ทั่วทั้งภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งรวมถึงดาต้าเซ็นเตอร์และระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจตกเป็นเป้าหมายโจมตีทันทีหากความขัดแย้งระลอกใหม่ปะทุขึ้น”
อเล็กซ์ วาตังกา ผู้อำนวยการแผนกวิจัยอิหร่านจากสถาบันตะวันออกกลาง (MEI) ในกรุงวอชิงตัน วิเคราะห์ว่า “คำขู่เหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อยับยั้งไม่ให้เกิดสงครามรอบใหม่ และเพื่อกดดันรัฐบาลสหรัฐฯ ด้วยการทำให้กลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียและบริษัทเอกชนของสหรัฐฯ หวาดกลัวว่าเงินลงทุนในภูมิภาคนี้จะได้รับความเสียหาย”
“อิหร่านต้องการบีบให้รัฐบาลกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียและบรรดาผู้บริหารบริษัทข้ามชาติ ออกมาช่วยกันกดดันประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อชี้ให้เห็นว่านโยบายแข็งกร้าวของทรัมป์กำลังทำให้แผนการลงทุนของพวกเขาต้องเผชิญกับความเสี่ยงอย่างร้ายแรง”
— วาตังกา กล่าว
บรรดานักวิเคราะห์ประเมินว่า “หากสายเคเบิลใต้ทะเลถูกตัดขาดพร้อมกันหลายเส้น อาจส่งผลให้อินเทอร์เน็ตช้าลง และส่งผลกระทบต่อระบบธุรกรรมทางการเงิน อีคอมเมิร์ซ รวมถึงระบบคลาวด์” แต่ อลัน มอลดิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ ‘TeleGeography’ บริษัทวิจัยด้านโทรคมนาคมระบุว่า “ระดับความรุนแรงของผลกระทบจะขึ้นอยู่กับว่าผู้ให้บริการเครือข่ายจะเปลี่ยนเส้นทางการรับส่งข้อมูลอย่างไร และมีช่องสัญญาณสำรองในเส้นทางอื่นเหลืออยู่มากน้อยเพียงใด”
นอกจากนี้ บรรดาผู้เชี่ยวชาญยังเตือนอีกด้วยว่า “การซ่อมแซมสายเคเบิลในสภาวะสงครามจะเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากค่าประกันภัยที่พุ่งสูงขึ้น และความล่าช้าในการขอใบอนุญาตเพื่อเข้าสู่น่านน้ำอาณาเขต จะยิ่งทำให้การซ่อมแซมซับซ้อนและล่าช้ากว่าเดิม”
ในอีกด้านหนึ่ง บริเวณทะเลแดงก็อาจตกเป็นเป้าหมายโจมตีที่รุนแรงและสร้างความเสียหายได้มากกว่าช่องแคบฮอร์มุซ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากอิหร่านได้รับความช่วยเหลือจากกลุ่มกบฏฮูตีซึ่งเป็นพันธมิตรในเยเมน แม้ว่าในปัจจุบันรัฐบาลอิหร่านจะยังไม่ได้ออกมาแถลงการณ์ต่อสาธารณะว่ามีแผนจะโจมตีสายเคเบิลในพื้นที่ดังกล่าวก็ตาม
“ทะเลแดงถือเป็นเส้นทางส่งผ่านข้อมูลหลักระหว่างยุโรป แอฟริกาตะวันออก และเอเชีย ซึ่งมีปริมาณข้อมูลวิ่งผ่านคิดเป็นสัดส่วนราว 3% ของความต้องการอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศทั่วโลก และคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 10% ของปริมาณข้อมูลทั้งหมดที่วิ่งรับส่งข้ามภูมิภาค”
— มอลดิน ระบุ





