โมห์เซน เรซาอี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน กล่าวว่า “อิหร่านจะโจมตีคลังน้ำมัน สายเคเบิลใต้ทะเล ดาต้าเซ็นเตอร์ และระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในประเทศต่างๆ ทั่วภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียมากถึง 7 ประเทศ หากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีระลอกใหม่”
ขณะที่ เมห์ดี โมฮัมมาดี ที่ปรึกษาทีมเจรจาของอิหร่าน ระบุว่า “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และนายกฯ เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ได้ตกลงร่วมกันที่จะเปิดฉากโจมตีอิหร่านแล้ว แต่ยังไม่มั่นใจในผลลัพธ์ที่จะประสบความสำเร็จ...เรามองว่าความขัดแย้งครั้งต่อไปนี้เป็นภัยคุกคามต่อการอยู่รอดของประเทศ หากต้องเกิดสงครามครั้งที่ 3 ในรอบ 2 ปี ยุทธศาสตร์ของเราในรอบนี้คือ ‘จะไม่มีการผ่อนปรนหรือขีดเส้นเตือนใดๆ ทั้งสิ้น’”
“สงครามรอบนี้จะไม่จำกัดอยู่แค่ในพื้นที่เดิมๆ หรือจบลงง่ายๆ มันจะยืดเยื้อยาวนานกว่า และขยายวงกว้างออกไปในหลายประเทศมากกว่าที่ศัตรูคาดคิดไว้”
— โมฮัมมาดี กล่าวเตือน
ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้สหรัฐฯ ต้องคิดให้ดีก่อนเปิดศึกรอบใหม่ คือการประเมินว่าอิหร่านจะสามารถโจมตีได้จริงตามที่ขู่ไว้หรือไม่ รวมถึงต้องจับตาดูท่าทีของจีนและรัสเซียที่อาจแอบให้ความช่วยเหลืออิหร่านอยู่เบื้องหลัง
สื่ออิหร่านยังรายงานคำประกาศกร้าวของเรซาอีอีกว่า “หากสงครามปะทุขึ้นอีกครั้ง สายเคเบิลใต้ทะเล ดาต้าเซ็นเตอร์ และระบบ AI ก็จะตกเป็นเป้าหมายด้วยเช่นกัน เพราะรอบนี้ อิหร่านได้เตรียมแผนการตอบโต้ที่ยิ่งใหญ่และครอบคลุมวงกว้างกว่าเดิมไว้แล้ว”
อิหร่านเตือนว่า
“จะไม่มีทางยอมให้เศรษฐกิจของประเทศถูกโจมตีฝ่ายเดียว ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจของฝั่งศัตรูที่เกื้อหนุนการโจมตีนั้นรอดพ้นไปได้”
ขณะเดียวกัน สื่อสหรัฐฯ ก็รายงานว่า “กองทัพสหรัฐฯ ได้จัดทำบัญชีรายชื่อเป้าหมายในการรุมโจมตีอิหร่านร่วมกับอิสราเอลเสร็จสิ้นแล้ว โดยคาดว่าจะเริ่มลงมือหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้”
สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกให้นานาชาติอย่างมาก เนื่องจากทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านต่างปักธงเตรียมทำสงครามกันแล้ว ทำให้รัฐมนตรีต่างประเทศจากยุโรป, ตุรกี, ซาอุดีอาระเบีย, ปากีสถาน และอียิปต์ ต้องรีบนัดประชุมด่วนที่เมืองอิสตันบูลในวันศุกร์ (23 ต.ค.) นี้ เพื่อหาแนวทางรับมือวิกฤตความขัดแย้งที่อาจลุกลาม
แม้ว่าในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ทรัมป์จะเคยสั่งยกเลิกแผนโจมตีอิหร่านมาแล้วถึง 7 ครั้ง แต่เนื่องจากการเจรจาทางการทูตในปัจจุบันมาถึงทางตัน เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ จึงเริ่มส่งสัญญาณเกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารระลอกใหม่ โดยมุ่งเป้าไปที่ฐานยิงขีปนาวุธ คลังน้ำมัน และโรงงานนิวเคลียร์
การข่มขู่กันไปมานี้เกิดขึ้นพร้อมกับการซ้อมรบร่วมครั้งใหญ่ระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล รวมถึงการฝึกบินเหนือน่านฟ้าอิรัก นอกจากนี้ สื่อยังรายงานว่า “เครื่องบินรบอิสราเอลหลายสิบเครื่องได้บินเข้าใกล้ชายแดนอิหร่านเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ประกอบกับเหตุไฟไหม้ใหญ่ที่โรงงานอะลูมิเนียมในอิหร่าน ซึ่งบ่งชี้ว่าอาจมีการเริ่มปฏิบัติการสายลับลอบก่อวินาศกรรมภายในประเทศแล้ว”
เมื่อวันจันทร์ (19 ต.ค.) ที่ผ่านมา เนทันยาฮู ได้ร่วมหารือกับ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เพื่อวางกำหนดเวลาและเป้าหมายในการร่วมกันถล่มอิหร่าน รวมถึงประเมินว่าสงครามนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสให้เนทันยาฮูชนะเลือกตั้งใหม่ได้หรือไม่ โดยมีรายงานว่า “เนทันยาฮูได้บอกกับเฮกเซธว่า เขาต้องการให้อิหร่านเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อนมากกว่า”
นอกจากนี้ การเสริมกำลังทหารของสหรัฐฯ ก็มีกำหนดจะเสร็จสิ้นภายในต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ ก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาชุดใหม่ (ซึ่งมีแนวโน้มว่าพรรคเดโมแครตอาจจะได้ครองเสียงข้างมาก) จะเข้ามารับตำแหน่งในเดือนมกราคม โดยทรัมป์ตั้งใจที่จะประจำการเรือบรรทุกเครื่องบิน 3 ลำ นาวิกโยธินหลายพันนาย เครื่องบินรบ และกองกำลังปฏิบัติการพิเศษในตะวันออกกลางให้พร้อมภายในเดือนพฤศจิกายน
เรซา นาสรี นักกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งมีความใกล้ชิดกับกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวเตือนว่า “สงครามระลอกที่สามนี้จะไม่จำกัดวงอยู่แค่ที่เดิม ระบบโครงข่ายไฟฟ้า โรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล โรงกลั่นน้ำมัน และท่าเรือทั่วทั้งภูมิภาคจะถูกเผาวอดวาย ประชาชนหลายสิบล้านคนจะต้องตกอยู่ในสภาพไม่มีน้ำและไฟฟ้าใช้ และจะเกิดคลื่นผู้อพยพขนาดใหญ่ทะลักจากกลุ่มประเทศอาหรับมุ่งหน้าสู่ยุโรป”
“ช่องแคบฮอร์มุซจะถูกปิดลงโดยสมบูรณ์ ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง และเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอย ส่วนเศรษฐกิจของอิสราเอลที่บอบช้ำอย่างหนักอยู่แล้วจากการระดมพลและการถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธ ก็จะไม่สามารถรอดพ้นจากสงครามที่ยืดเยื้อได้ และทรัมป์เองก็จะต้องติดกับดักอยู่ในวิกฤตการณ์ที่จะกัดกินเวลาตลอดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีที่เหลืออยู่ พร้อมทั้งทิ้งความพินาศเอาไว้ให้แก่ผู้สืบทอดตำแหน่งคนต่อไป”
— นาสรี กล่าว
ด้านสำนักข่าว Fars ของอิหร่านรายงานว่า “กองทัพอิหร่านได้สั่งการทุกหน่วยรบไว้แล้วว่า หากสงครามรอบใหม่บานปลายจนมีการลอบสังหารผู้นำ หรือเข่นฆ่าพลเรือนอิหร่าน การโต้กลับจะไม่จำกัดอยู่แค่เป้าหมายทางทหาร แต่จะขยายผลไปโจมตีเป้าหมายทางการเมือง (เช่น ทำเนียบรัฐบาลหรือสถานที่ราชการสำคัญ) ของศัตรูด้วย”
(Photo by SEPAHNEWS.COM / AFP)





