สัปดาห์นี้มีการประชุมที่น่าสนใจในประเด็นสิ่งแวดล้อม ที่เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น โดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลและนักวิจัยกว่า 400 คน จากประมาณ 50 ประเทศ รวมทั้งสหรัฐฯ จีน รัสเซีย และยูเครน เข้าร่วมการประชุมสมาชิก “สนธิสัญญาแอนตาร์กติกา” ที่มุ่งเน้นแก้ไขภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภูมิภาคที่เปราะบางแห่งนี้
สนธิสัญญาแอนตาร์กติกา
สนธิสัญญาแอนตาร์กติกา ถูกลงนามในปี 1959 กำหนดให้ทวีปแห่งนี้เป็นดินแดนแห่งวิทยาศาสตร์และสันติภาพ พร้อมระงับการอ้างสิทธิดินแดน พื้นที่ขนาด 14 ล้านตารางกิโลเมตร ซึ่งใหญ่กว่าออสเตรเลียประมาณ 2 เท่า เก็บน้ำจืดประมาณ 90% ของโลก
ปัจจุบันมีประเทศที่ลงนามในสนธิสัญญาเกือบ 60 ประเทศ และ 29 ประเทศดำเนินการวิจัยทางวิทยาศาสตร์จากฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกประมาณ 100 แห่ง สหรัฐฯ มีสิ่งอำนวยความสะดวก 7 แห่ง รัสเซีย 11 แห่ง อาร์เจนตินา 13 แห่ง และชิลี 14 แห่ง

ประเด็นการหารือและความแตกแยก
ฮิเดกิ อุยามะ จากกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประธานการประชุม ระบุว่าประเด็นสำคัญคือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมาตรการรับมือผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ในปี 2024-2025 มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปแอนตาร์กติกาเกือบ 120,000 คน
ผู้แทนจะพิจารณาข้อจำกัดในพื้นที่หรือกิจกรรมบางประเภท รวมทั้งโควตาที่เป็นไปได้ อย่างไรก็ตาม อุยามะเตือนว่าการบรรลุฉันทามติเป็น “กระบวนการที่ยากลำบาก” เนื่องจากความแตกแยกในชุมชนนานาชาติกำลังแผ่ขยายเข้าสู่ขอบเขตแอนตาร์กติกา

“เพนกวินจักรพรรดิ” ใกล้สูญพันธุ์
ทางด้านองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ได้เรียกร้องให้กำหนดเพนกวินจักรพรรดิเป็นสปีชีส์ที่ได้รับการคุ้มครองพิเศษ หลังจากสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ประกาศเมื่อเดือนที่ผ่านมาว่าเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากเพนกวินจักรพรรดิพึ่งพาน้ำแข็งทะเลที่เสถียรเพื่อดำรงชีวิต ล่าอาหาร และผสมพันธุ์ แต่จำนวนของพวกมันลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อ “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ทำให้น้ำแข็งทะเลยละลายและแตกหักเร็วกว่าปกติ
ความทะเยอทะยานของจีน และการถอนตัวของสหรัฐฯ
อย่างที่ทราบกันดีว่า พี่ใหญ่อย่างประเทศจีน ขยายขีดความสามารถทางวิทยาศาสตร์ขั้วโลกและวางแผนสร้างสถานีแห่งที่ 6 หลังเปิดสถานีแห่งที่ 5 ในปี 2024
ขณะที่อีกฝั่งพี่ใหญ่อย่างสหรัฐฯ ได้ถอนตัวจากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ทศวรรษที่ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ไม่มีเรือทุ่นน้ำแข็งในมหาสมุทรใต้ หลังถอนเรือวิจัยลำสุดท้าย เนื่องจากการตัดงบประมาณในปี 2025





