UN เตือนโลกเดือด! ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ กำลังก่อตัว อาจรุนแรงสุดในรอบ 1,000 ปี ทุบสถิติร้อนสุดในประวัติศาสตร์

4 ก.ย. 2569 - 15:30

  • องค์การสหประชาชาติ (UN) เตือนว่า ปรากฏการณ์ ‘เอลนีโญ’ กำลังขยายขนาดจนกลายเป็น ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’

  • ผลพยากรณ์ล่าสุดชี้ว่า “เอลนีโญรอบนี้มีแนวโน้มจะรุนแรงและมีขนาดใหญ่ที่สุดในรอบอย่างน้อย 1,000 ปี ซึ่งจะทำลายสถิติอุณหภูมิโลกเดิมอย่างแน่นอน”

  • ปรากฏการณ์นี้จะยิ่งเติมความร้อนมหาศาลซ้ำเติมเข้าไปในชั้นบรรยากาศ ที่ปัจจุบันก็ร้อนจัดอยู่แล้วจากวิกฤตภาวะโลกร้อน แต่ปี 2027 ที่กำลังจะถึงนี้ “จะกลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดทุบสถิติประวัติศาสตร์มนุษยชาติแบบราบคาบ”

UN เตือนโลกเดือด! ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ กำลังก่อตัว อาจรุนแรงสุดในรอบ 1,000 ปี ทุบสถิติร้อนสุดในประวัติศาสตร์

องค์การสหประชาชาติ (UN) เตือนว่า ปรากฏการณ์ ‘เอลนีโญ’ กำลังขยายขนาดจนกลายเป็น ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ โดยผลพยากรณ์ล่าสุดชี้ว่า “เอลนีโญรอบนี้มีแนวโน้มจะรุนแรงและมีขนาดใหญ่ที่สุดในรอบอย่างน้อย 1,000 ปี ซึ่งจะทำลายสถิติอุณหภูมิโลกเดิมอย่างแน่นอน” 

ปรากฏการณ์นี้จะยิ่งเติมความร้อนมหาศาลซ้ำเติมเข้าไปในชั้นบรรยากาศ ที่ปัจจุบันก็ร้อนจัดอยู่แล้วจากวิกฤตภาวะโลกร้อน การผสมผสานของทั้งสองปัจจัยนี้ได้ตอกย้ำว่า ปี 2027 ที่กำลังจะถึงนี้ “จะกลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดทุบสถิติประวัติศาสตร์มนุษยชาติแบบราบคาบ” 

ปัจจุบัน พิษความร้อนจากเอลนีโญเริ่มส่งผลกระทบให้เห็นแล้วในเอเชีย ทั้งทำให้ไฟป่าในอินโดนีเซียทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น และทำให้ฝนมรสุมในอินเดียลดน้อยลงอย่างน่าใจหาย ซึ่งหลังจากนี้ ผลกระทบจะแผ่ขยายไปทั่วโลก ตั้งแต่ความเสี่ยงไฟป่าครั้งใหญ่ในออสเตรเลีย ไปจนถึงภัยน้ำท่วมรุนแรงในอเมริกาใต้ 

นอกจากวิกฤตสภาพอากาศแล้ว โครงการอาหารโลก (WFP) ยังได้ออกมาเตือนว่า “ปรากฏการณ์นี้กำลังซ้ำเติมวิกฤตปากท้อง และมีแนวโน้มที่จะผลักดันให้ประชากรโลกราว 50 ล้านคน ต้องเผชิญกับภาวะอดอยากขั้นวิกฤต” 

วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากการก่อมลพิษของเชื้อเพลิงฟอสซิล กำลังเร่งความรุนแรงของสภาพอากาศสุดขั้วและคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากมาย โดยในฤดูร้อนปีนี้ ทวีปยุโรปเพิ่งเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 35,000 ราย 

ปรากฏการณ์เอลนีโญครั้งล่าสุดนี้ จะยิ่งเข้ามาซ้ำเติมให้ผลกระทบดังกล่าวทวีความรุนแรงหนักขึ้นไปอีก จนผู้เชี่ยวชาญหลายคนต่างออกมาอธิบายถึงขนาดความรุนแรงของเอลนีโญรอบนี้ว่า “น่าขนลุกจนน่าตกใจ” และจัดให้อยู่ในระดับรุนแรงขั้นสูงสุดเทียบเท่ากับ “ระดับก็อดซิลลา” (Godzilla-level) เลยทีเดียว 

อย่างไรก็ดี ปรากฏการณ์เอลนีโญ คือ วัฏจักรสภาพภูมิอากาศตามธรรมชาติ ที่เกิดจากกระแสลมเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกเปลี่ยนทิศ ส่งผลให้น้ำทะเลอุ่นขึ้นและปลดปล่อยความร้อนมหาศาลขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ 

ข้อมูลดาวเทียมเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (31 ส.ค.) พบว่า “อุณหภูมิน้ำทะเลตรงใจกลางพื้นที่เอลนีโญ พุ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 30 ปีถึง 2.6 องศาเซลเซียส ซึ่งตัวเลขนี้เฉียดเข้าใกล้สถิติอุณหภูมิที่สูงผิดปกติมากที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคดาวเทียม (คือ 3.1 องศาเซลเซียส เมื่อปี 2015) ที่น่ากลัวคือ ตัวเลขนี้พุ่งสูงขึ้น ทั้งที่ยังเหลือเวลาอีกหลายเดือนกว่าจะถึงช่วงที่เอลนีโญแผลงฤทธิ์รุนแรงถึงขีดสุด”  

ผลคาดการณ์เฉลี่ยจากแบบจำลองสภาพภูมิอากาศ 14 รูปแบบ ระว่า “จุดพีคของเอลนีโญรอบนี้ อุณหภูมิอาจพุ่งสูงถึงประมาณ 4 องศาเซลเซียสในเดือนพฤศจิกายน” ขณะที่ ซีค เฮาส์ฟาเธอร์ นักวิเคราะห์สภาพภูมิอากาศ เปิดเผยว่า “จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ทั้งบันทึกโบราณ วงปีต้นไม้ และฟอสซิลปะการัง ไม่เคยมีเอลนีโญครั้งไหนในรอบ 1,000 ปี ที่ร้อนรุนแรงเท่านี้มาก่อน...ซึ่งโดยปกติแล้วอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยเพียง 0.5 องศาเซลเซียส ก็ถือว่าเป็นเอลนีโญแล้ว แต่รอบนี้กลับพุ่งสูงกว่าปกติถึง 8 เท่า” 

สิ่งที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ งานวิจัยล่าสุดพบว่า “ภาวะโลกร้อนกำลังเข้าไปเร่งให้วัฏจักรเอลนีโญมีความรุนแรงยิ่งขึ้น และเอลนีโญที่ทวีความรุนแรงนี้ ก็จะกลับมาซ้ำเติมให้วิกฤตสภาพภูมิอากาศโลกเลวร้ายลงไปอีกเป็นโดมิโน” 

“เอลนีโญกำลังขยายขนาดใหญ่ยักษ์ขึ้นต่อหน้าต่อตาเรา ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ชี้ชัดจนไม่มีอะไรต้องสงสัยอีกแล้วว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ดินแดนที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน และมหาสมุทรเหล่านั้นกำลังร้อนระอุขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้เราตกอยู่ในแดนอันตรายจากสภาพอากาศสุดขั้ว การต่อสู้ในตอนนี้คือ การแข่งขันระหว่าง ‘ความเสี่ยงที่พุ่งสูงขึ้น’ กับ ‘ความมุ่งมั่นในการลงมือสู้ภัยโลกเดือดเพื่อปกป้องผู้คน’ และเราจำเป็นต้องชนะศึกครั้งนี้ให้ได้”

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (UN) เตือน 

ด้าน เซลีสเต เซาโล เลขาธิการองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) แห่งสหประชาชาติ ก็ออกมาเตือนว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญมีศักยภาพรุนแรงพอที่จะสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลต่อชุมชนและระบบเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งในปัจจุบันเราเริ่มเห็นความปั่นป่วนและความหายนะจากภัยแล้งและน้ำท่วมกันบ้างแล้ว และเราคาดว่าผลกระทบเหล่านี้จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีกตามการก่อตัวที่เข้มข้นขึ้นของเอลนีโญ” 

รายงานสถานการณ์เอลนีโญของ WMO ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดี (3 ก.ย.) ระบุว่า “ปรากฏการณ์เอลนีโญได้ก่อตัวขึ้นอย่างมั่นคงแล้ว และจะทวีความรุนแรงจนกลายเป็น ‘ปรากฏการณ์ที่รุนแรงขั้นสูงสุด’ (Very strong event) ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมหาศาล ทั้งปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง และคลื่นความร้อนรุนแรงลากยาวไปจนถึงปี 2027” 

“สภาพอากาศสุดขั้วทั่วโลกได้ผลักดันให้ราคาอาหารพุ่งสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อกลุ่มคนยากจนที่สุดอย่างหนักหนาสาหัส ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้เกิดกับสินค้าอาหารนำเข้าเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงผลผลิตที่เกษตรกรปลูกเองภายในประเทศด้วย” คริส แจ็กคารินี จากหน่วยข่าวกรองด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศ (ECIU) ของสหราชอาณาจักร เผย 

(Photo by CESAR MANSO / AFP) 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์