‘ไฟไหม้ผับ’ บทเรียนที่ยังถอดไม่สำเร็จไม่ว่าประเทศไหน

14 ก.ค. 2569 - 17:19

  •   วันเคาต์ดาวน์ของปีนี้เกิดเหตุไฟไหม้บาร์ที่สวิตเซอร์แลนด์ที่ขึ้นชื่อว่ามีกฎระเบียบด้านความปลอดภัยที่เข้มงวด

  • มีรายงานข่าวว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นไม่ได้เข้าตรวจความปลอดภัยของบาร์ที่เกิดเหตุมาตั้งแต่ปี 2019 ทั้งที่มีกฎกำหนดไว้ว่าต้องตรวจกันทุกปี

  • การวิจัยพบว่า มีเหตุเพลิงไหม้ลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้น 38 ครั้ง คร่าชีวิตผู้คนไปประมาณ 1,200 ราย ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา

‘ไฟไหม้ผับ’ บทเรียนที่ยังถอดไม่สำเร็จไม่ว่าประเทศไหน

จากบรรยากาศแห่งความสนุกสนานของการเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ กลายเป็นความโกลาหลและฝันร้ายภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที เมื่อเปลวเพลิงลุกโหมขึ้นที่บาร์ชื่อว่า เลอ คองสเตลลาซิยง (Le Constellation) บนรีสอร์ตในเขตครองส์มองตานา (Crans-Montana) ของสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อราว 01:30 น.ตามเวลาท้องถิ่นของวันที่ 1 ม.ค.) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 41 ราย บาดเจ็บอีก 116 คน ซึ่งส่วนใหญ่มีแผลไฟไหม้รุนแรง

ประธานาธิบดี กีย์ ปาร์เมอแลง ของสวิตเซอร์แลนด์ เรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “หนึ่งในโศกนาฏกรรมที่เลวร้ายที่สุดที่ประเทศของเราเคยประสบมา”

แม้การสอบสวนอย่างเป็นทางการยังไม่สิ้นสุดแต่อัยการสูงสุดของแคว้นวาเลส์และพยานในที่เกิดเหตุให้ข้อมูลตรงกันว่า ต้นตอของไฟน่าจะเกิดจากพลุไฟแบบน้ำพุ (Sparklers) ที่ติดอยู่บนขวดแชมเปญถูกยกขึ้นใกล้เพดานมากเกินไป   จนเปลวไฟไปสัมผัสกับเพดานของบาร์ ทำให้โฟมกันเสียงติดไฟ

ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าว่า ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว และผู้คนต่างพยายามเอาชีวิตรอดท่ามกลางความตื่นตระหนก ที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือ นอกจากประตูทางออกซึ่งตั้งอยู่ระหว่างชั้นล่างและชั้นใต้ดินจะแคบแล้ว บันไดที่จะหนีออกไปด้านนอกยังแคบยิ่งกว่า จนเกิดการเบียดเสียดและล้มทับกัน

เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้กับชุมชนครองส์มองตานามาก เพราะเมืองที่เรารู้จักกันในฐานะสถานที่ท่องเที่ยวที่ปลอดภัย สวยงาม และเงียบสงบ จึงเกิดคำถามขึ้นว่า

เหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่เช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรในประเทศที่มีกฎระเบียบด้านความปลอดภัยที่เข้มงวด

มีรายงานข่าวว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นไม่ได้เข้าตรวจความปลอดภัยของบาร์แห่งนี้มาตั้งแต่ปี 2019 ทั้งที่มีกฎกำหนดไว้ว่าต้องตรวจกันทุกปี หลังเกิดเหตุนายกเทศมนตรียังยอมรับว่า จากบาร์และร้านอาหาร 128 แห่งในครองส์มองตานา มีเพียง 40 แห่งเท่านั้นที่ได้รับการตรวจสอบในปี 2025 โดยทางการให้เหตุผลว่า มีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบไม่เพียงพอ

เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังปฏิบัติงานหลังเกิดเหตุเพลิงไหม้บาร์ Le Constellation ในเมืองแครนส์มองตานา เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2026 Photo by MAXIME SCHMID / AFP
เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังปฏิบัติงานหลังเกิดเหตุเพลิงไหม้บาร์ Le Constellation ในเมืองแครนส์มองตานา เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2026 Photo by MAXIME SCHMID / AFP

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ไฟไหม้รุนแรงในสถานบันเทิงคือ โฟมกันเสียงที่กรุอยู่บนเพดานซึ่งทำมาจากโพลียูรีเทน (PU)

โฟมโพลียูรีเทนมักได้รับการเคลือบสารหน่วงไฟก่อนนำไปติดตั้งเพื่อลดเสียงรบกวนในโรงงานและสถานบันเทิง แต่หากไม่ผ่านการเคลือบสารหน่วงไฟ โฟมชนิดนี้จะติดไฟได้ง่ายมาก

ดร.ปีเตอร์ วิลกินสัน จากมหาวิทยาลัยลัฟโบโรห์เผยว่า “เมื่อติดไฟแล้ว โฟมอะคูสติกโพลียูรีเทนสามารถลุกลามอย่างรวดเร็วทั่วพื้นผิวที่มีพื้นที่ผิวสูง และก่อให้เกิดควันพิษหนาแน่น ซึ่งจะเร่งการลุกลามของไฟและลดเวลาในการหนีไฟลงอย่างมาก”

ศาสตราจารย์เอ็ดวิน กาเลีย จากมหาวิทยาลัยกรีนิชบอกว่า ประสิทธิภาพของการเคลือบสารหน่วงไฟบนโฟมโพลียูรีเทนอาจลดลงเมื่อเวลาผ่านไป

หลังเกิดเหตุทางการสวิสไม่สามารถยืนยันได้ว่าใช้โฟมชนิดใดในบาร์ และเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยหรือไม่

ฌาคส์ โมเร็ตติ ชาวฝรั่งเศสเจ้าของบาร์ที่เกิดเหตุ ถูกตั้งข้อหาประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต ทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยประมาท และก่อให้เกิดอันตรายโดยประมาท เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัย และถูกควบคุมตัวเป็นเวลา 2 สัปดาห์เมื่อเดือนมกราคม ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวโดยมีเงื่อนไขการประกันตัว และถูกห้ามไม่ให้เดินทางออกนอกประเทศ รวมถึงมาตรการจำกัดอื่นๆ อีกด้วย

เหตุการณ์ไฟไหม้ผับจากการจุดดอกไม้ไฟลักษณะคล้ายๆ กันนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อ 23 ปีที่แล้วเช่นกัน

เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2003 ที่ไนต์คลับชื่อ เดอะ สเตชัน (The Station) ในเมืองเวสต์วอร์วิก รัฐโรดไอส์แลนด์ เมืองที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ บนชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ วง Great White วงดนตรีแฮร์ร็อกยุค 80 ได้เริ่มการแสดงด้วยเสียงกีตาร์ที่ดุดัน มีพลุขนาดใหญ่ 4 ลูกพุ่งออกมาจากเวที ก่อนที่ประกายไปจะลามไปติดแผ่นโฟมกันเสียงที่ติดตั้งไว้รอบๆ เวทีทันที จากนั้นเกิดควันดำพวยพุ่ง ผู้คนพากันวิ่งหนีตายตรงไปที่ทางออกจนเกิดการเหยียบกัน

ด้วยความบังเอิญอย่างเหลือเชื่อ ทีมงานถ่ายทำจากสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นแห่งหนึ่งอยู่ในคลับนั้นพอดี เพื่อถ่ายทำวิดีโอเกี่ยวกับความปลอดภัยในสถานที่จัดงาน วิดีโอความยาว 12 นาทีของพวกเขาแสดงให้เห็นว่า เปลวไฟลุกลามไปถึงเพดานภายในเวลาเพียง 25 วินาที และภายใน 90 วินาที ควันพิษก็เต็มอาคารไปหมด

เหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิต 100 คน บาดเจ็บอีก 230 คน

โศกนาฏกรรมทั้งสองนี้มีความคล้ายคลึงกันอย่างเห็นได้ชัด และไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบที่น่าตกใจต่อผู้ประสบภัยเท่านั้น ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ทั้งสองสาเหตุเกิดจากดอกไม้ไฟ ที่ทำให้ผู้ประสบเหตุมีเวลาเพียงเล็กน้อยในการหาเส้นทางหลบหนี

ศาสตราจารย์เอ็ด กาเลีย หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญชั้นนำของโลกด้านอัคคีภัยและปฏิกิริยาของมนุษย์ต่อไฟอธิบายว่า ความร้อนที่มาจากแผ่นโฟมกันเสียงที่ติดไฟได้ง่ายซึ่งกรุอยู่เพดานในไนท์คลับ The Station ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงมากยิ่งขึ้น

“มันเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเมื่อเชื้อเพลิงอยู่บนเพดาน คุณไม่มีช่วงเวลาก่อนที่ไฟจะลุกลาม (เพราะมันลามเร็ว)  มันอยู่บนเพดานแล้ว คุณมีชั้นความร้อนทันที และเมื่อเกิดการลุกลามอย่างรวดเร็ว (flashover) โอกาสรอดชีวิตในพื้นที่ใดๆ ก็แทบไม่มีเลย” กาเลียเผย

ในการสืบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ไนท์คลับ The Station ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติของสหรัฐฯ ได้สร้างแบบจำลองของคลับในห้องปฏิบัติการและจุดไฟเผา รายงานอย่างเป็นทางการพบว่า สภาวะการลุกลามอย่างรวดเร็ว (flashover) เกิดขึ้นหลังจากผ่านไปประมาณ 65 วินาที หลังจาก 90 วินาที “เราพบว่า สภาพกลางห้อง...เป็นอันตรายถึงชีวิต”

กาเลียได้ต่อยอดจากผลการค้นพบเหล่านี้ โดยป้อนเค้าโครงของคลับ The Station ลงในโปรแกรมจำลองคอมพิวเตอร์ที่เขาสร้างขึ้น ซึ่งสามารถทำนายการลุกลามของไฟได้ ภาพแสดงให้เห็นการขยายตัวอย่างรวดเร็วของอากาศร้อน โดยอุณหภูมิภายในคลับพุ่งสูงถึง 700 องศาเซลเซียสภายใน 80 วินาที

ที่น่าสนใจคือ จากการวิจัยของกาเลียที่กินเวลานานหลายสิบปี พบว่ามีเหตุเพลิงไหม้ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้น 38 ครั้ง คร่าชีวิตผู้คนไปประมาณ 1,200 ราย ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา โดย 15 ครั้งเกี่ยวข้องกับดอกไม้ไฟ และประมาณ 13 ครั้งเกี่ยวข้องกับโฟมกันเสียงหรือวัสดุตกแต่ง

ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ไฟไหม้ไนท์คลับคิสส์ในบราซิลเมื่อปี 2013 ซึ่งพลุจุดติดโฟมกันเสียง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 242 คน และบาดเจ็บมากกว่า 600 คน เหตุการณ์ไฟไหม้ไนท์คลับโคเลคทีฟในโรมาเนียเมื่อปี 2015 ซึ่งพลุเป็นต้นเหตุของเพลิงไหม้ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 64 คน และบาดเจ็บเกือบ 150 คน และเหตุการณ์ไฟไหม้ไนท์คลับเลม ฮอร์สในรัสเซียเมื่อปี 2009 ซึ่งก็เกิดจากพลุเช่นกัน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 158 คน และบาดเจ็บ 160 คน เหตุการณ์ที่ร้ายแรงที่สุดในสหรัฐฯ และยังคงเป็นเหตุการณ์ไฟไหม้ไนท์คลับที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ เกิดขึ้นในปี 1942 เมื่อไม้ขีดไฟหรือบุหรี่จุดติดของตกแต่งที่ติดไฟได้ในไนท์คลับโคโคนัท โกรฟ ในบอสตัน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 492 คน

จากกรณีตัวอย่างเหล่านี้ บางคนอาจสงสัยว่าทำไมเราจึงดูเหมือนไม่เรียนรู้บทเรียนจากเหตุการณ์เหล่านี้

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า นั่นอาจเป็นเพราะเราไม่มีการใช้ “กฎระเบียบด้านการป้องกันอัคคีภัย” ที่บังคับใช้ในระดับสากล ดังนั้นเพลิงไหม้ในประเทศหนึ่งอาจไม่นำไปสู่การดำเนินการเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่คล้ายคลึงกันในอีกประเทศหนึ่ง

เมื่อเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมการบินระหว่างประเทศ ซึ่งมีข้อได้เปรียบในด้านการรวมศูนย์สูง อุบัติเหตุทางอากาศได้รับการตรวจสอบอย่างอิสระ ผลการสอบสวนถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก และมีการออกคำสั่งระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหา ส่งผลให้การเดินทางทางอากาศมีสถิติความปลอดภัยที่ดี

Photo by HANDOUT / COURTESY OF KAN KUTIRAT / AFP

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์


‘ไฟไหม้ผับ’ บทเรียนที่ยังถอดไม่สำเร็จไม่ว่าประเทศไหน