สำนักข่าว New York Times รายงานคำบอกเล่าของหนึ่งในสมาชิกวงทศกัณฐ์ วงดนตรีที่แสดงประจำอยู่ในโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว โดยนักร้องชายเล่าว่า “เบรกเกอร์ที่โรงเบียร์มักจะตัดไฟบ่อยๆ” เขาจึงไม่ได้ใส่ใจกับกลิ่นไหม้จางๆ ใกล้เวทีในคืนวันอาทิตย์ (12 ก.ค.) มากนัก
แต่เพียงไม่กี่นาทีต่อมา ภาพจากกล้องวงจรปิดก็เผยให้เห็นเปลวเพลิงขนาดมหึมาพวยพุ่งออกมาจากทางเข้าบาร์ ราวกับมีเครื่องพ่นไฟยักษ์กำลังพ่นไฟออกมา แล้วก็เกิดระเบิดตามมา ลูกค้าบางส่วนทุบหน้าต่างกระจกด้านหน้าเพื่อหนีเอาชีวิตรอด ขณะที่อีกหลายสิบคนพากันวิ่งหนีไปทางด้านหลังของร้าน ซึ่งกลายเป็นจุดที่หลายคนเสียชีวิตลง โดยเจ้าหน้าที่เปิดเผยในภายหลังว่า “ทางออกบางส่วนถูกล็อกหรือใช้งานไม่ได้”
“พวกเราอยู่ที่นั่นกัน 11 คน ตอนนี้เพื่อนร่วมวง 2 คน รวมถึงแฟนสาวของผมเสียชีวิตไปแล้ว ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก” นักร้องชาย ให้สัมภาษณ์ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ทางการไทยแถลงว่า “มีผู้เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้แล้ว 30 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก” โดยในจำนวนนี้มีอาการสาหัสกว่า 24 คน อย่างไรก็ตาม ทางการยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลของผู้เสียชีวิตหรือสาเหตุของการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการ
เหตุการณ์นี้ถือเป็นโศกนาฏกรรมครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้น ณ สถานบันเทิงในกรุงเทพฯ เมืองหลวงของประเทศไทยและจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ทว่ากลับขึ้นชื่อเรื่องความอันตรายเนื่องจากมาตรฐานความปลอดภัยโดยทั่วไปค่อนข้างต่ำ
เจ้าหน้าที่กู้ภัยประเมินว่าในช่วงเวลาที่เกิดเพลิงไหม้ มีผู้คนอยู่ภายในโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าวประมาณ 200 คน บาร์แห่งนี้มีพื้นที่ราว 1,800 ตารางฟุต (ประมาณ 167 ตารางเมตร) ซึ่งถือเป็นจุดแฮงก์เอาต์ยอดนิยมสำหรับดื่มเบียร์และฟังดนตรีสดในย่านลาดพร้าว
“ผู้คนพากันนอนราบลงกับพื้นและกรีดร้องขอความช่วยเหลือ ผมถูกแรงระเบิดกระแทกจนล้มลงไปกองกับพื้น และได้รับบาดเจ็บจากการถูกไฟลวกเล็กน้อยที่บริเวณลำคอ” นักร้องชายเล่า
อาจารย์จุลดิษย์ จายนียโยธิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันอัคคีภัยจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร ได้เข้าตรวจสอบอาคารอายุ 53 ปีแห่งนี้ และกำลังเตรียมยื่นรายงานต่อเจ้าหน้าที่ “ผมรู้สึกวิตกกังวลเป็นอย่างมากหลังจากพบว่ามีการใช้โฟมฉนวนราคาถูกเพื่อทำเป็นผนังเก็บเสียงของสถานบันเทิงแห่งนี้ นอกจากนี้ ในร้านยังมีของตกแต่งพลาสติกจำนวนมากแขวนไว้กับเพดาน”
“ทั้งโฟมและพลาสติกต่างเป็นวัสดุไวไฟสูง และเมื่อเกิดไฟไหม้จะก่อให้เกิดควันพิษที่อันตรายมาก วัสดุเหล่านี้ไม่ควรนำมาใช้ภายในโครงสร้างอาคารแบบนี้เลย”
— อาจารย์จุลดิษย์ กล่าว
ข้อค้นพบของอาจารย์จุลดิษย์ชวนให้นึกถึงเหตุการณ์เพลิงไหม้ที่ไนต์คลับในสวิตเซอร์แลนด์เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งส่งผลให้นักท่องเที่ยวเสียชีวิตประมาณ 40 รายระหว่างการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ และเมื่อ 4 ปีก่อนในประเทศไทยเอง ก็เคยเกิดเหตุเพลิงไหม้ ‘Mountain B’ ไนต์คลับในจังหวัดชลบุรี มีผู้เสียชีวิต 20 ราย ซึ่งในภายหลังตรวจสอบพบว่า “มีการบุด้วยวัสดุไวไฟเพื่อใช้ในการเก็บเสียงเช่นเดียวกัน และสถานประกอบการดังกล่าวก็ไม่มีใบอนุญาตที่ถูกต้องอีกด้วย”
สำหรับกรณีของร้านโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว อาจารย์จุลดิษย์ เปิดเผยว่า ทีมงานของเขาพบป้ายทางออกฉุกเฉินอยู่ 3 จุด ทว่ากลับไม่มีไฟฉุกเฉินเลยแม้แต่ดวงเดียว ซึ่งไฟประเภทนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการช่วยนำทางลูกค้าไปยังทางออกเมื่อระบบไฟฟ้าถูกตัดและห้องโถงขนาดใหญ่ตกอยู่ในความมืดมิด
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า “ทางออกบริเวณด้านหลังร้าน 2 จุด กำลังเป็นประเด็นที่น่ากังวล เนื่องจากทางออกหนึ่งถูกตู้ล็อกเกอร์วางกีดขวางไว้บางส่วน ส่วนอีกทางออกหนึ่งมีโต๊ะวางตั้งอยู่ใกล้ ๆ” ขณะที่เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า พบร่างผู้เสียชีวิตจำนวนมากกองอยู่บริเวณใกล้กับห้องน้ำ ซึ่งเป็นพื้นที่ทางออกด้านหลัง
สำหรับตัวอาคารที่เกิดเหตุเป็นอาคารชั้นเดียว ตั้งอยู่ติดกับถนนใหญ่ขนาด 4 เลนที่มีการจราจรพลุกพล่าน โดยตัวร้านมีหน้าต่างประมาณ 25 บานที่หันหน้าออกสู่ทางเท้า ซึ่งหน้าต่างทั้งหมดถูกทุบจนแตกกระจายเกือบทุกบาน ยกเว้นเพียงบานเดียวเท่านั้น
“คนข้างในใช้ขวดเบียร์ทุบกระจกเหล่านั้นเพื่อหนีตายออกมาขอความช่วยเหลือ เปลวไฟที่พวยพุ่งออกมาจากประตูนั้นน่ากลัวเหมือนมาจากเตาแก๊สขนาดใหญ่ยักษ์เลย...คนส่วนใหญ่ที่หนีรอดออกมาจากผับได้เป็นหญิงสาว พวกเธอพากันร้องอ้อนวอนให้กู้ภัยรีบเข้าไปช่วยเพื่อน ๆ ที่ยังติดอยู่ข้างใน”
— วินมอเตอร์ไซค์รับจ้างในพื้นที่รายหนึ่ง ซึ่งเข้าไปช่วยหามผู้บาดเจ็บส่งรถพยาบาล เล่าเหตุการณ์
(Photo by CHANAKARN LAOSARAKHAM / AFP)





