เริ่มต้นเดือนกรกฎาคม สถานการณ์ฝนยังคงต้องจับตาอย่างต่อเนื่องแม้พายุที่ก่อตัวจะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยโดยตรง แต่มีปัจจัยอื่นที่ต้องเฝ้าระวัง ล่าสุด สุกันยาณี ยะวิญชาญ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ออกออกประกาศเรื่อง “ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย และคลื่นลมแรงบริเวณทะเลอันดามันตอนบน” ฉบับที่ 12 (102/2569) วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 แจ้งเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังสภาพอากาศแปรปรวนในช่วงวันที่ 2–3 กรกฎาคม 2569 เนื่องจากประเทศไทยจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ ส่งผลให้มีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และคลื่นลมแรงในทะเลอันดามัน

ภาคอีสานตอนบน-ภาคตะวันออก-ภาคใต้ฝั่งตะวันตก เสี่ยงฝนหนักที่สุด
กรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า สาเหตุสำคัญเกิดจากร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบกับ มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังค่อนข้างแรง ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย
ส่งผลให้หลายพื้นที่ของประเทศมีฝนตกหนักถึงหนักมาก โดยพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่
◦ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน
◦ ภาคตะวันออก
◦ ภาคใต้ฝั่งตะวันตก
ส่วนภาคเหนือ ภาคกลาง และพื้นที่อื่นๆ ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่งเช่นกัน
ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาขอให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน และพื้นที่ลุ่มต่ำ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากฝนที่ตกสะสมอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่งได้
ทะเลอันดามันคลื่นแรง เรือเล็กงดออกจากฝั่ง
นอกจากฝนที่ตกหนักแล้ว สภาพทะเลยังมีคลื่นลมค่อนข้างแรง โดย
• ทะเลอันดามันตอนบน คลื่นสูง 2–3 เมตร
• บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง คลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร
• ทะเลอันดามันตอนล่าง และอ่าวไทยตอนบน คลื่นสูงประมาณ 2 เมตร
• พื้นที่ที่มีฝนฟ้าคะนอง คลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร
กรมอุตุนิยมวิทยาแนะนำให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีพายุฝนฟ้าคะนอง และ เรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันตอนบนควรงดออกจากฝั่ง ในช่วงวันที่ 2–3 กรกฎาคมนี้

“พายุดีเปรสชัน” ทะเลจีนใต้มีแนวโน้มแรงขึ้น แต่ยังไม่กระทบไทย
เมื่อเวลา 04.00 น. ของวันที่ 2 กรกฎาคม ศูนย์กลางของพายุดีเปรสชันอยู่บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง ที่ละติจูด 17.5 องศาเหนือ และลองจิจูด 114.2 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และกำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกค่อนไปทางเหนือด้วยความเร็วประมาณ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
กรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่า พายุลูกดังกล่าวจะทวีกำลังเป็นพายุโซนร้อน และจะเคลื่อนผ่านเกาะไหหลำก่อนขึ้นฝั่งบริเวณประเทศจีนตอนใต้ในช่วงวันที่ 4–6 กรกฎาคม 2569 อย่างไรก็ตาม พายุลูกนี้ยังไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อลักษณะอากาศของประเทศไทย

แนวโน้ม 7 วันข้างหน้า ฝนยังตกต่อเนื่อง
สำหรับแนวโน้มสภาพอากาศในช่วง 2–5 กรกฎาคม ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น โดยภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตกยังคงมีฝนตกหนักมากบางพื้นที่ ขณะที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง มีฝนตกหนักบางแห่ง
ส่วนช่วง 6–8 กรกฎาคม ร่องมรสุมจะเลื่อนขึ้นไปพาดผ่านเมียนมา ลาว และเวียดนามตอนบน ส่งผลให้ฝนในภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้เริ่มลดลง แต่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนยังคงมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่
ในช่วงเดียวกัน พายุดีเปรสชันในทะเลจีนใต้มีแนวโน้มพัฒนาเป็นพายุโซนร้อน และเคลื่อนผ่านเกาะไหหลำลงสู่อ่าวตังเกี๋ย ก่อนเคลื่อนตามแนวร่องมรสุมในช่วงวันที่ 6–7 กรกฎาคม
แผ่นดินไหวในเวียดนามและเมียนมา ไม่กระทบไทย
กรมอุตุนิยมวิทยารายงานเพิ่มเติมว่า ในช่วงวันที่ 1–2 กรกฎาคม 2569 ตรวจพบแผ่นดินไหวขนาด 3.1 ในประเทศเวียดนาม และขนาด 2.0 กับ 2.4 ในประเทศเมียนมา โดย ไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย
ข้อแนะนำสำหรับประชาชน
กรมอุตุนิยมวิทยาแนะนำให้ประชาชนติดตามประกาศพยากรณ์อากาศและประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด พร้อมวางแผนการเดินทางด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และพื้นที่ริมลำน้ำ ขณะที่ชาวเรือควรหลีกเลี่ยงการเดินเรือในช่วงที่มีฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กในทะเลอันดามันตอนบนควรงดออกจากฝั่งจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย




