โลกกำลังเข้าใกล้ “จุดเปลี่ยน” ที่ย้อนกลับไม่ได้
ท่ามกลางกระแสข่าว “คลื่นความร้อน” รุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นในหลายภูมิภาคของโลก นักวิชาการด้านภูมิอากาศของไทยเตือนว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านสู่ “ยุคสภาพอากาศสุดขั้ว” ที่จะกลายเป็นความปกติใหม่ หากอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้น 2-3 องศาเซลเซียส
รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยการคาดการณ์อุณหภูมิของประเทศไทย โดยอ้างอิงการประเมินด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่ร่วมทำงานกับคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) พร้อมระบุว่า โลกกำลังส่งสัญญาณเข้าใกล้ฉากทัศน์ที่ทุกประเทศจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอด

ฉากทัศน์ 2°C ไทยร้อนขึ้นแทบทุกภูมิภาค
จากการคาดการณ์ ภายใต้ฉากทัศน์ที่โลกมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 2 องศาเซลเซียส ซึ่งสอดคล้องกับขีดจำกัดบนของความตกลงปารีส พื้นที่จำนวนมากของประเทศไทยจะเผชิญอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
พื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเฉพาะจังหวัดสุโขทัย ซึ่งคาดว่าจะมีอุณหภูมิสูงสุดรายวันอยู่ระหว่าง 43.54-46 องศาเซลเซียส และมีอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย 44.75 องศาเซลเซียส
ส่วนกรุงเทพมหานคร คาดว่าจะมีอุณหภูมิสูงสุดรายวัน 38.73-41.79 องศาเซลเซียส และมีอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย 40.9 องศาเซลเซียส
นักวิชาการระบุว่า ฉากทัศน์ดังกล่าวเป็นระดับที่โลกกำลังเคลื่อนเข้าใกล้ จากข้อมูลคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นในหลายภูมิภาค ทั้งยุโรปที่มีอุณหภูมิสูงถึง 40-45 องศาเซลเซียส และบางพื้นที่ของอินเดียที่แตะ 46.9 องศาเซลเซียส

หากโลกอุ่นขึ้น 3°C ไทยอาจเจออุณหภูมิแตะ 49°C
การประเมินในฉากทัศน์ที่อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 3 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นกรณีเลวร้ายที่สุด หากไม่มีมาตรการเพิ่มเติมในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พบว่าพื้นที่ร้อนจัดของประเทศไทยจะขยายตัวและมีความรุนแรงมากขึ้น
จังหวัดสุโขทัย อาจมีอุณหภูมิสูงสุดรายวัน 44.18-49.01 องศาเซลเซียส และมีอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย 46.76 องศาเซลเซียส
ขณะที่ กรุงเทพมหานคร อาจมีอุณหภูมิสูงสุดรายวัน 40-44.9 องศาเซลเซียส และมีอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย 43.03 องศาเซลเซียส
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า พื้นที่จำนวนมากของไทยอาจต้องเผชิญภาวะอากาศร้อนในระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ การใช้พลังงาน การทำงานกลางแจ้ง ภาคเกษตร และการดำรงชีวิตในเมืองอย่างมีนัยสำคัญ
“สภาพอากาศสุดขั้ว” ไม่ได้หมายถึงแค่ร้อนขึ้น
รศ.ดร.เสรี ระบุว่าผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอุณหภูมิที่สูงขึ้น แต่ยังหมายถึงสภาพอากาศที่แปรปรวน และเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่มีแนวโน้มเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น ทั้งฝนตกหนัก เรนบอมบ์ ฝนแช่ น้ำท่วม ภัยแล้ง และคลื่นความร้อน นี่จึงไม่ใช่เพียงการเตรียมรับมือกับ “วันที่ร้อนกว่าเดิม” แต่เป็นการปรับตัวต่อความไม่แน่นอนของสภาพภูมิอากาศที่กำลังกลายเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศ
จากลดโลกร้อน สู่การเร่งปรับตัว
นักวิชาการชี้ว่า โลกกำลังเดินเข้าสู่ฉากทัศน์ 2 องศาเซลเซียส ซึ่งถือเป็นจุดที่หลายผลกระทบอาจไม่สามารถย้อนกลับได้อีกต่อไป ดังนั้น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังคงมีความจำเป็น แต่เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
ประเทศไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับมาตรการปรับตัวควบคู่กัน ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบเมืองให้รับมือคลื่นความร้อน การบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาระบบเตือนภัย การคุ้มครองแรงงานที่ทำงานกลางแจ้ง ตลอดจนการวางแผนด้านสาธารณสุขและโครงสร้างพื้นฐานให้สอดรับกับสภาพภูมิอากาศในอนาคต
รศ.ดร.เสรี ยังตั้งคำถามว่า สังคมไทยจะเลือกเดินไปในทิศทางใด และจะปล่อยให้คนรุ่นต่อไปเผชิญผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพียงลำพังหรือไม่ พร้อมย้ำว่าภาครัฐควรเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านและไม่เพิกเฉยต่อข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เพราะการรับมือกับวิกฤตภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นโจทย์ที่เริ่มขึ้นแล้วในปัจจุบัน






