ฝนหนัก 24–27 ก.ย.จริงแค่ไหน? เช็กข้อมูลทางการ-ไขปมพยากรณ์โซเชียล ทำไมคำว่า “ตกแน่” ต้องระวัง

22 ก.ย. 2569 - 18:19

  • ข้อมูลทางการยืนยันช่วง 23–27 กันยายน หลายภาคเสี่ยงฝนหนักถึงหนักมาก โดยเฉพาะภาคตะวันออก อีสานตอนล่าง ภาคกลางและกรุงเทพฯ

  • “ฝนหนัก” เป็นเกณฑ์ปริมาณฝนสะสม ไม่ได้แปลว่าทุกพื้นที่จะมีฝนตกแรงต่อเนื่องตลอดวันและคืน

  • ใช้กรมอุตุนิยมวิทยาเป็นต้นทางด้านอากาศ แล้วตรวจระดับน้ำและผลกระทบกับกรมชลประทาน ThaiWater ปภ. และหน่วยงานท้องถิ่น

ฝนหนัก 24–27 ก.ย.จริงแค่ไหน? เช็กข้อมูลทางการ-ไขปมพยากรณ์โซเชียล ทำไมคำว่า “ตกแน่” ต้องระวัง

กระแสถกเถียงเรื่องพยากรณ์อากาศกลับมาอีกครั้ง หลังเพจ “ที ลมฟ้าอากาศ” โพสต์ยืนยันว่า ระหว่างวันที่ 24–27 กันยายน 2569 จะเกิด “มหาอุทกภัย” ฝนตกหนักแช่ทั้งวันทั้งคืน โดยเฉพาะภาคตะวันออก ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงบางพื้นที่ของภาคเหนือตอนล่าง และภาคอีสานตอนล่าง พร้อมทิ้งท้ายว่า “อยู่ที่ท่านแล้วว่าเลือกที่จะเชื่อหรือไม่”

เมื่อตรวจสอบข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 22 กันยายน 2569 พบว่า แก่นของคำเตือนเรื่อง “ช่วงเสี่ยงฝนหนัก” มีส่วนสอดคล้องกับข้อมูลทางการ แต่ถ้อยคำที่ระบุว่า “ตกหนักแช่ทั้งวันทั้งคืน” และ “แน่นอน” มีความเด็ดขาดเกินกว่าที่หลักวิชาการพยากรณ์อากาศจะยืนยันได้ในระดับรายพื้นที่

ข้อเท็จจริง: วันที่ 23–27 กันยายน มีความเสี่ยงฝนหนักจริง

ล่าสุด (วันนี้ เวลา 15.00 น.) นัฐวุฒิ แดนดี รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ฝ่ายวิชาการ ชี้แจงกระแส “มหาอุทกภัย” กรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับสถานการณ์ “มหาอุทกภัยใน 120 ชั่วโมงข้างหน้า” ซึ่งสร้างความสนใจและความกังวลในหมู่ประชาชน 

นัฐวุฒิ แดนดี รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ฝ่ายวิชาการ ชี้แจงกระแส “มหาอุทกภัย” กรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับสถานการณ์ “มหาอุทกภัยใน 120 ชั่วโมงข้างหน้า”
นัฐวุฒิ แดนดี รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ฝ่ายวิชาการ ชี้แจงกระแส “มหาอุทกภัย” กรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับสถานการณ์ “มหาอุทกภัยใน 120 ชั่วโมงข้างหน้า”

“ในช่วงดังกล่าวประเทศไทยมีแนวโน้มเกิดฝนตกหนักหลายพื้นที่และฝนตกหนักมากบางแห่งจริง จากอิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง ร่องมรสุม และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังแรงขึ้น แต่ข้อมูลที่ระบุว่าจะเกิด “มหาอุทกภัย” หรือมีฝนตกหนักต่อเนื่องตลอดทั้งวันทั้งคืนนั้น ไม่สอดคล้องกับข้อมูลพยากรณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา โดยสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังคือฝนตกหนักและฝนสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังในพื้นที่เสี่ยง” 

รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ฝ่ายวิชาการ ระบุ

ทั้งนี้ ช่วงวันที่ 23–27 กันยายน ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตลอดจนพื้นที่อื่นๆ ตามแนวร่องมรสุมยังคงต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักถึงหนักมาก ขณะที่คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศและข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และไม่ตื่นตระหนกกับข้อมูลที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์โดยยังไม่ได้ตรวจสอบแหล่งที่มา

ขณะที่รายงานสถานการณ์น้ำของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน ประจำวันที่ 22 กันยายน 2569 ซึ่งอ้างอิงข้อมูลอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า ช่วงวันที่ 23–27 กันยายน ภาคเหนือ ภาคอีสานตอนล่าง ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ จะมีฝนตกหนักหลายพื้นที่และฝนตกหนักมากบางแห่ง

สาเหตุมาจาก “หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง” บริเวณชายฝั่งเวียดนามตอนกลาง เคลื่อนเข้าสู่ภาคอีสานตอนล่าง ภาคตะวันออกและภาคกลาง ประกอบกับร่องมรสุมและมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังแรงขึ้น นอกจากนี้ ยังเตือนว่าช่วงวันที่ 23–27 กันยายน อ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2–3 เมตร และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง 

ดังนั้น ข้อความที่ว่า “ช่วงวันที่ 24–27 กันยายน หลายภาคเสี่ยงฝนหนัก” มีข้อมูลทางการรองรับ แต่ยังไม่ควรแปลความหมายว่า “ทุกพื้นที่” ที่ถูกกล่าวถึงจะมีฝนตกหนักต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน

จุดที่ต้องระวัง “ฝนหนัก” ไม่เท่ากับ “ตกหนักทั้งวัน”

ตามเกณฑ์กรมอุตุนิยมวิทยา “ฝนหนัก” หมายถึงปริมาณฝนสะสม 35.1–90.0 มิลลิเมตรภายใน 24 ชั่วโมง หรือ 25.1–50.0 มิลลิเมตรภายใน 1 ชั่วโมง 

ส่วน “ฝนหนักมาก” หมายถึงตั้งแต่ 90.1 มิลลิเมตรขึ้นไปใน 24 ชั่วโมง หรือ 50.1 มิลลิเมตรขึ้นไปใน 1 ชั่วโมง 

ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นเกณฑ์ด้าน “ปริมาณฝนสะสมในช่วงเวลาที่กำหนด” จึงไม่ได้หมายความว่าฝนจะต้องตกหนักต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาดังกล่าว

ปริมาณฝนเท่ากัน ไม่ได้หมายความว่าผลกระทบจะเท่ากัน

ฝน 50 มิลลิเมตร อาจตกหนักในเวลาเพียง 1–2 ชั่วโมงแล้วหยุด หรืออาจตกเป็นระยะรวมกันตลอดวันก็ได้ ผลกระทบจึงต่างกันตามปัจจัยหลายด้าน เช่น ตำแหน่งและการเคลื่อนตัวของกลุ่มฝน ความเข้มของฝนในช่วงเวลาสั้น ปริมาณฝนสะสมก่อนหน้า สภาพดินและระดับน้ำในแม่น้ำประสิทธิภาพระบบระบายน้ำ น้ำทะเลหนุนในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

ตัวอย่างข้อมูลวันที่ 21–22 กันยายน พบฝนสูงสุดที่อำเภอเมืองปราจีนบุรี 145.7 มิลลิเมตร เข้าข่ายฝนหนักมาก ขณะที่บางภาคมีฝนสูงสุดเพียงหลักสิบมิลลิเมตร สะท้อนว่าฝนกระจายไม่เท่ากันแม้อยู่ภายใต้ระบบอากาศชุดเดียวกัน

thailand-heavy-rain-flood-warning-guide-7.jpeg

แล้วประชาชนควรดูข้อมูลจากไหน?

เรื่องฝน น้ำ และน้ำท่วม ไม่มีหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งที่มีข้อมูลครบทุกมิติ เพราะ “อากาศ” กับ “น้ำ” เป็นคนละส่วนของสถานการณ์ และต้องอาศัยข้อมูลจากหลายหน่วยงานมาประกอบกัน

ถ้าจะติดตามสถานการณ์ให้ถูกจุด ไม่จำเป็นต้องเลือกว่าจะ “เชื่อใคร” แต่ควรรู้ว่า เรื่องไหนควรดูข้อมูลจากหน่วยงานใด

ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่องฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 23 - 27 กันยายน 2569) ฉบับที่ 3  ประกาศ ณ วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2569 เวลา 17.00 น.
ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่องฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 23 - 27 กันยายน 2569) ฉบับที่ 3 ประกาศ ณ วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2569 เวลา 17.00 น.

พยากรณ์อากาศ ฝน พายุ ร่องมรสุม คลื่นลม และประกาศเตือนภัยทางอุตุนิยมวิทยา ดู “กรมอุตุนิยมวิทยา” แหล่งข้อมูลหลักสำหรับตอบคำถามว่า สภาพอากาศกำลังจะเกิดอะไรขึ้นและพื้นที่ไหนมีแนวโน้มได้รับผลกระทบ เพราะกรมอุตุนิยมวิทยามีภารกิจโดยตรงในการตรวจ เฝ้าระวัง ติดตาม พยากรณ์อากาศ และออกคำเตือนลักษณะอากาศร้ายที่อาจกระทบประชาชน

ระดับน้ำ เขื่อน การระบายน้ำ และสถานการณ์ในระบบชลประทาน ดูจาก “กรมชลประทาน” ใช้ติดตามว่าน้ำที่มีอยู่ในระบบกำลังอยู่ตรงไหนและมีการบริหารจัดการหรือระบายน้ำอย่างไร

ภาพรวมสถานการณ์น้ำ ฝนสะสม ระดับน้ำ และข้อมูลจากหลายหน่วยงาน ดูจาก “ThaiWater” “คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ” และ “สทนช.” สำหรับดูภาพรวมของสถานการณ์น้ำ เพราะคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติทำหน้าที่บูรณาการข้อมูลจากหลายหน่วยงาน ครอบคลุมทั้งข้อมูลอุตุนิยมวิทยา อุทกวิทยา ภัยพิบัติ และข้อมูลด้านน้ำอื่นๆ

การแจ้งเตือนภัยและการรับมือสาธารณภัย ดูจาก “กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)” และ “ระบบเตือนภัยของภาครัฐ” ใช้ติดตามว่าเมื่อเกิดความเสี่ยงแล้วประชาชนในพื้นที่ต้องเตรียมตัวหรือปฏิบัติอย่างไร

เรดาห์ฝนและสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ ดูจาก “สำนักการระบายน้ำ กทม.” และ “กรุงเทพมหานคร” เช็กข้อมูลเรดาร์ตรวจอากาศและข้อมูลสถานการณ์ฝนในพื้นที่ ช่วยติดตามตำแหน่งและการเคลื่อนตัวของกลุ่มฝนในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้ใกล้เวลาจริง

สถานการณ์ระดับจังหวัด อำเภอ และพื้นที่ชุมชน ดูจาก “จังหวัด” “ปภ.จังหวัด” และ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” เนื่องจากเป็นหน่วยงานในพื้นที่ที่มีข้อมูลสถานการณ์จริง เช่น จุดน้ำท่วม ถนนที่ได้รับผลกระทบ การปิดเส้นทาง หรือคำสั่งให้ประชาชนในพื้นที่เตรียมรับมือ

thailand-heavy-rain-flood-warning-guide-5.jpg

ทำไมคำเตือนเดียวกันจึงมีทั้งคนเชื่อและไม่เชื่อ?

ปัญหาสำคัญคือประชาชนมักประเมินความแม่นจากประสบการณ์เฉพาะจุด เช่น มีคำเตือนว่า “กรุงเทพฯ มีฝนร้อยละ 70” แต่หน้าบ้านของตนไม่ตก จึงสรุปว่าพยากรณ์ผิด ทั้งที่ตัวเลขดังกล่าวอาจหมายถึงสัดส่วนพื้นที่ที่คาดว่าจะมีฝนภายในเขตพยากรณ์ ไม่ได้หมายถึงโอกาสที่บ้านทุกหลังจะเจอฝน 70%

อีกด้านหนึ่ง เพจโซเชียลมักสื่อสารด้วยถ้อยคำที่เข้าใจง่ายและเด็ดขาด เช่น “ตกแน่” “หนักทั้งคืน” หรือ “รับน้ำไม่ทันแน่นอน” จึงถูกแชร์ได้เร็วกว่าภาษาราชการที่ใช้คำว่า “บางแห่ง” “หลายพื้นที่” และ “ขอให้เฝ้าระวัง”

ทั้งนี้ ความชัดเจนทางภาษา ไม่เท่ากับความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ โดยองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ย้ำว่าความไม่แน่นอนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพยากรณ์อากาศโดยธรรมชาติ และการสื่อสารควรบอกทั้งโอกาสเกิด ตำแหน่ง เวลา ผลกระทบ และระดับความไม่แน่นอน 

หลักง่าย ๆ อ่านคำเตือนอากาศไม่ให้สับสน

ก่อนแชร์ข้อความเตือนภัย ควรตรวจ 5 จุด ได้แก่ 

วันที่และเวลาที่ออกข้อมูล พื้นที่ที่ระบุ ช่วงเวลาที่มีผล แหล่งต้นทาง และถ้อยคำที่ใช้

หากข้อความใช้คำว่า “แน่นอน 100%” แต่ไม่ระบุจังหวัด ปริมาณฝน แบบจำลอง เวลาปรับปรุง หรือประกาศต้นทาง ควรถือเป็นข้อมูลประกอบ ไม่ใช่คำเตือนอย่างเป็นทางการ

ส่วนการตัดสินใจด้านความปลอดภัย ไม่ควรรอให้การพยากรณ์แม่นถึงระดับหน้าบ้าน เพราะความเสียหายจากการเตรียมตัวเกินจำเป็นมักต่ำกว่าความเสียหายจากการไม่เตรียมตัวเลย โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ จุดน้ำท่วมซ้ำซาก เชิงเขา ริมลำน้ำ และเส้นทางที่ระบายน้ำช้า

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์