สถานการณ์สภาพอากาศของประเทศไทย ณ วันที่ 30 มีนาคม 2569 เข้าสู่ภาวะสภาพอากาศแปรปรวนอีกระลอก โดยกรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือนว่า ประเทศไทยตอนบนกำลังเผชิญทั้งอากาศร้อนจัดและพายุฤดูร้อนในช่วงเวลาเดียวกัน จากอิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำจากความร้อนที่ปกคลุมพื้นที่ ประกอบกับลมใต้และลมตะวันตกเฉียงใต้ที่เริ่มมีกำลัง
ภาพรวมอากาศวันนี้ พบว่าเกือบทุกภูมิภาคมีอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคเหนือที่บางพื้นที่อาจแตะระดับ 42 องศาเซลเซียส ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง มีแนวโน้มร้อนจัดในช่วง 38–40 องศาเซลเซียส สะท้อนภาวะความร้อนสะสมในชั้นบรรยากาศที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ความร้อนที่ทวีความรุนแรงกลับกลายเป็นปัจจัยเร่งให้เกิด “พายุฤดูร้อน” ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือตอนล่างและภาคอีสานตอนบน ซึ่งมีความเสี่ยงเกิดฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกเป็นหย่อมๆ ส่งผลให้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันในช่วงระยะเวลาสั้น

เจาะรายภูมิภาค
อากาศร้อนจัด สลับฝนฟ้าคะนอง
ภาคเหนือ ยังคงเป็นพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังสูงสุด อุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่ 37–41 องศาเซลเซียส และมีแนวโน้มแตะระดับสูงกว่านั้นในบางจุด โดยมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงเกิดขึ้นเป็นแห่ง ๆ โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดตากและเพชรบูรณ์
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีลักษณะอากาศร้อนจัดใกล้เคียงกัน อุณหภูมิสูงสุด 38–40 องศาเซลเซียส พร้อมความเสี่ยงพายุฝนในพื้นที่จังหวัดเลยและนครราชสีมา
ภาคกลาง รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง มีอากาศร้อนถึงร้อนจัด อุณหภูมิสูงสุด 36–40 องศาเซลเซียส โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง เช่น สระบุรี และกาญจนบุรี
ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนองกระจายบางพื้นที่ เช่น นครนายก จันทบุรี และตราด คลื่นลมทะเลอยู่ที่ประมาณ 1 เมตร แต่บริเวณที่มีพายุอาจสูงกว่านั้น
กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีอากาศร้อน อุณหภูมิสูงสุด 35–37 องศาเซลเซียส มีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน และมีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนองเล็กน้อยร้อยละ 10–20 ของพื้นที่
ภาคใต้ ยังคงมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน และมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 20 ของพื้นที่ ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน โดยคลื่นลมยังอยู่ในระดับปานกลาง

ฝุ่นยังสะสม ซ้ำเติมคุณภาพอากาศ
นอกจากความร้อนและพายุแล้ว ปัญหาฝุ่นละอองยังคงเป็นอีกปัจจัยที่ต้องจับตา โดยพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนบน มีการสะสมของฝุ่นในระดับปานกลางถึงค่อนข้างมาก เนื่องจากการระบายอากาศอยู่ในเกณฑ์จำกัด ส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนโดยตรง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง
รัฐบาลสั่งคุมเข้มปัญหาฝุ่น PM2.5 ภาคเหนือ-อีสาน
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) กรมควบคุมมลพิษ รายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในภาพรวมของประเทศยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งหลายจังหวัดมีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานและอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ
รองโฆษกฯ กล่าวว่า ภาคเหนือพบค่าฝุ่นอยู่ในระดับสีแดงหลายจังหวัด อาทิ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน น่าน แพร่ พะเยา และตาก ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่วนใหญ่อยู่ในระดับสีส้ม และมีบางพื้นที่อยู่ในระดับสีแดง เช่น จังหวัดนครพนม สะท้อนสถานการณ์ฝุ่นที่ยังน่าเป็นห่วงอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ข้อมูลจุดความร้อนในประเทศ ณ วันที่ 28 มีนาคม 2569 พบสูงถึง 4,291 จุด โดยกว่าร้อยละ 85 อยู่ในพื้นที่ป่า และยังได้รับผลกระทบจากจุดความร้อนในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเมียนมาและ สปป.ลาว ประกอบกับทิศทางลมที่พัดเข้าสู่ประเทศไทย ส่งผลให้สถานการณ์ฝุ่นมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น อีกทั้งคาดว่าในช่วง 5–7 วันข้างหน้า ประเทศไทยตอนบนอาจมีฝนทิ้งช่วง ทำให้ความเสี่ยงการเกิดไฟป่าและการลุกลามเพิ่มสูงขึ้น
รัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการกำลังเร่งตรวจหาและดับไฟป่าอย่างต่อเนื่อง พร้อมนำเทคโนโลยี เช่น อากาศยานและโดรน มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงพื้นที่เสี่ยง รวมถึงเร่งรณรงค์เชิงรุกในชุมชน เพื่อลดพฤติกรรมการเผา และแจ้งเตือนประชาชนผ่านระบบ Cell Broadcast อย่างต่อเนื่อง
ในระดับระหว่างประเทศ กรมควบคุมมลพิษได้ประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านกลไกความร่วมมือในภูมิภาคแม่โขง และช่องทาง “Hotline Clear Sky” เพื่อเร่งลดจุดความร้อนและบรรเทาผลกระทบจากหมอกควันข้ามแดน
“รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชนงดการเผาทุกชนิดอย่างเคร่งครัด และดูแลสุขภาพตนเอง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง หากมีความจำเป็นต้องออกนอกบ้านควรสวมหน้ากากป้องกันฝุ่น และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด”
— นางสาวลลิดา กล่าว

แนวโน้มทั้งสัปดาห์ ร้อนต่อเนื่อง พายุยังแทรก
สำหรับแนวโน้มในช่วงวันที่ 30 มีนาคม – 5 เมษายน ประเทศไทยตอนบนจะยังคงมีอากาศร้อนโดยทั่วไปและมีอากาศร้อนจัดบางพื้นที่ต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังมีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง เป็นระยะจากอิทธิพลของลมตะวันออกเฉียงใต้และลมใต้ที่พัดปกคลุม
ส่วนทางด้านภาคใต้ จะมีฝนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่คลื่นลมทะเลยังไม่รุนแรง โดยมีความสูงเฉลี่ยประมาณ 1 เมตร
คำเตือนถึงประชาชน
ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา แนะนำให้ประชาชนดูแลสุขภาพอย่างใกล้ชิดในช่วงอากาศร้อนจัด หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดเป็นเวลานานเพื่อลดความเสี่ยงโรคลมแดด พร้อมทั้งเฝ้าระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อน โดยเฉพาะลมกระโชกแรง ฟ้าผ่า และลูกเห็บ
นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ หรือใกล้สิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรง ขณะที่เกษตรกรควรเตรียมรับมือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตร
ท่ามกลางอากาศที่ร้อนสุดขั้ว สลับสภาพอากาศแปรปรวนเช่นนี้ การติดตามข้อมูลพยากรณ์อย่างใกล้ชิด และการเตรียมความพร้อมรับมือในทุกมิติ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในระยะนี้





