พลิก Food Waste ขนมเมืองเพชรฯ เป็น ‘ปูนปั้นรักษ์โลก’ ต่อยอดหัตถศิลป์ไทยในมิติยั่งยืน

14 พ.ค. 2569 - 12:12

  • นวัตกรรมเพื่อโลกเปลี่ยน Food Waste จากโรงงานขนมหวานเพชรบุรี ให้กลายเป็นวัสดุปูนปั้นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

  • “ปูนตำสูตรใหม่” แข็งแรง ยืดหยุ่น ลดแตกร้าว พร้อมตอบโจทย์งานออกแบบยุคใหม่

  • โมเดล “เศรษฐกิจหมุนเวียน” ที่เชื่อมชุมชน ภูมิปัญญา และอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน

พลิก Food Waste ขนมเมืองเพชรฯ เป็น ‘ปูนปั้นรักษ์โลก’ ต่อยอดหัตถศิลป์ไทยในมิติยั่งยืน

ในวันที่โลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากปัญหาขยะ อุตสาหกรรมสร้างสรรค์และงานหัตถศิลป์ไทยกำลังถูกตั้งคำถามสำคัญว่า จะสามารถปรับตัวเข้าสู่ “ยุคเศรษฐกิจสีเขียว” ได้อย่างไร? โดยไม่สูญเสียรากเหง้าทางวัฒนธรรมที่สั่งสมมานานหลายชั่วอายุคน

คำตอบหนึ่งกำลังเกิดขึ้นที่จังหวัดเพชรบุรี เมืองแห่งขนมหวานและงานปูนปั้นโบราณ เมื่อ “ของเหลือทิ้ง” จากโรงงานขนม ถูกเปลี่ยนสถานะให้กลายเป็นวัตถุดิบใหม่ของงานหัตถศิลป์ร่วมสมัย

sustainability-sacit-food-waste-phetchaburi-green-stucco-sustainable-thai-craft-SPACEBAR-05.jpg

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT เดินหน้าสนับสนุนงานวิจัยพัฒนา “สูตรปูนตำใหม่” ผ่านการนำ Food Waste อย่างเปลือกไข่และน้ำเชื่อมเหลือใช้จากอุตสาหกรรมขนมหวานท้องถิ่น มาต่อยอดเป็นวัสดุปูนปั้นที่ทั้งแข็งแรง ยืดหยุ่น และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

แนวคิดดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดของเสียจากภาคอุตสาหกรรม แต่ยังสะท้อนการยกระดับ “ปูนปั้นเพชรบุรี” จากงานช่างดั้งเดิม สู่ “วัสดุสร้างสรรค์แห่งอนาคต” ที่สามารถตอบโจทย์ทั้งงานออกแบบร่วมสมัย สถาปัตยกรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ยุคใหม่

“ปูนตำโบราณ” กำลังเผชิญความท้าทายใหม่

หนึ่งในปัญหาสำคัญของงานปูนปั้นไทย คือวัตถุดิบดั้งเดิมเริ่มหายากและมีต้นทุนสูงขึ้นต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นปูนขาว กาวหนังสัตว์ น้ำตาลโตนด หรือเปลือกหอย ส่งผลให้การสืบทอดภูมิปัญญางานช่างเริ่มเผชิญข้อจำกัดมากขึ้นในโลกเศรษฐกิจปัจจุบัน

sustainability-sacit-food-waste-phetchaburi-green-stucco-sustainable-thai-craft-SPACEBAR-03.jpg

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการ SACIT ระบุว่า บทบาทขององค์กรในวันนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การอนุรักษ์ภูมิปัญญา แต่ต้องทำให้หัตถศิลป์ไทยสามารถ “อยู่รอด” และเติบโตได้จริงในระบบเศรษฐกิจร่วมสมัย

นั่นทำให้ SACIT เลือกสนับสนุนทุนวิจัยให้กับ นายชัชวาลย์ สหัสสพาศน์ ครูช่างศิลปหัตถกรรมด้านปูนปั้นสด เพื่อพัฒนาสูตรปูนตำรูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงภูมิปัญญาเดิมเข้ากับแนวคิดความยั่งยืน

sustainability-sacit-food-waste-phetchaburi-green-stucco-sustainable-thai-craft-SPACEBAR-07.jpg

เมื่อ “เปลือกไข่” และ “น้ำเชื่อมเหลือทิ้ง” กลายเป็นนวัตกรรมวัสดุ

หัวใจสำคัญของงานวิจัย คือการนำวัสดุเหลือใช้จากโรงงานขนมหวานในจังหวัดเพชรบุรี มาใช้แทนส่วนผสมบางชนิดในสูตรปูนตำโบราณ โดย “เปลือกไข่” ช่วยเพิ่มแคลเซียมและลดการแตกร้าว ขณะที่ “น้ำเชื่อม” ซึ่งเหลือทิ้งถูกนำมาใช้ทดแทนกาวและน้ำตาลโตนดบางส่วน ทำให้วัสดุมีประสิทธิภาพดีขึ้น พร้อมลดต้นทุนและลดปริมาณขยะอุตสาหกรรมไปพร้อมกัน

ผลการวิจัยพบว่า ปูนสูตรใหม่มีอัตราการสูญเสียน้ำหนักหลังแห้งต่ำกว่าโบราณ มีโครงสร้างภายในที่หนาแน่นและสม่ำเสมอ ลดความเสี่ยงการแตกร้าว บิดตัว หรือเสียรูปในระยะยาว อีกทั้งยังสามารถพัฒนาเป็น “แผ่นปูนปั้นตกแต่งผนัง 3 มิติ” แบบโมดูลาร์ ที่ตอบโจทย์งานออกแบบยุคใหม่ได้จริง

sustainability-sacit-food-waste-phetchaburi-green-stucco-sustainable-thai-craft-SPACEBAR-08.jpg

จากงานวัด สู่ “ดีไซน์ร่วมสมัย”

อีกจุดเปลี่ยนสำคัญ คือการผลักดันให้ “ปูนปั้นเพชรบุรี” ก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงงานตกแต่งวัดหรือสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่

sustainability-sacit-food-waste-phetchaburi-green-stucco-sustainable-thai-craft-SPACEBAR-04.jpg

วันนี้ ปูนปั้นกำลังถูกออกแบบใหม่ให้อยู่ในรูปแบบ “โมดูลาร์ดีไซน์” หรือชิ้นส่วนสำเร็จรูปที่สามารถนำไปใช้กับงานตกแต่งภายใน งานสถาปัตยกรรม และงานออกแบบร่วมสมัยได้หลากหลายมากขึ้น โดยแนวทางนี้สะท้อนการปรับตัวของงานหัตถศิลป์ไทยในโลกเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่ไม่ได้แข่งขันเพียงเรื่องความงามเชิงวัฒนธรรม แต่ต้องตอบโจทย์ตลาด การใช้งานจริง และความยั่งยืนควบคู่กัน

Circular Economy ที่เชื่อม “โรงงาน-ชุมชน-งานช่าง”

โมเดลความร่วมมือครั้งนี้ยังสะท้อนภาพของ Circular Economy อย่างชัดเจน โดยของเสียจากโรงงานขนมหวาน ถูกส่งต่อเป็นวัตถุดิบให้ช่างหัตถกรรม ขณะที่ชุมชนท้องถิ่นได้รับประโยชน์จากการหมุนเวียนทรัพยากรภายในพื้นที่ ลดภาระด้านสิ่งแวดล้อม และสร้างมูลค่าเพิ่มใหม่ทางเศรษฐกิจ

sustainability-sacit-food-waste-phetchaburi-green-stucco-sustainable-thai-craft-SPACEBAR-02.jpg

นายประวิทย์ เครือทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Phetchaburi Thai Dessert Co., Ltd. ระบุว่า โรงงานมีเป้าหมายบริหารทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะการเปลี่ยน “ขยะจากสายการผลิต” ให้กลายเป็นวัตถุดิบใหม่ของอุตสาหกรรมอื่น

“ในแต่ละวัน โรงงานมีเปลือกไข่เหลือใช้จำนวนมหาศาล รวมถึงน้ำเชื่อมส่วนเกินจากกระบวนการผลิต ซึ่งเดิมอาจกลายเป็นภาระด้านการจัดการของเสีย แต่วันนี้กลับถูกเปลี่ยนเป็นวัสดุสร้างมูลค่าใหม่ในภาคหัตถศิลป์” นายประวิทย์ ระบุ

sustainability-sacit-food-waste-phetchaburi-green-stucco-sustainable-thai-craft-SPACEBAR-01.jpg

หัตถศิลป์ไทยในโจทย์ “ความยั่งยืน”

กรณีของ “ปูนปั้นเพชรบุรี” กำลังสะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านสำคัญของงานหัตถศิลป์ไทย จากการอนุรักษ์เชิงวัฒนธรรมเพียงอย่างเดียว สู่การเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจสีเขียว เพราะในโลกที่ ESG และ SDGs กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการพัฒนา “คุณค่าของงานคราฟต์” อาจไม่ได้วัดเพียงความสวยงามอีกต่อไป แต่รวมถึงที่มาของวัสดุ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

และบางครั้ง จุดเริ่มต้นของนวัตกรรมสีเขียว อาจไม่ได้มาจากเทคโนโลยีล้ำสมัย หากแต่มาจากการมองเห็นคุณค่าใหม่ใน “ของเหลือทิ้ง” ที่เคยถูกมองว่าไร้ประโยชน์มาตลอด

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์