ในขณะที่คนไทยลุ้นกับกฎหมายอากาศสะอาด โลกก็กำลังเรียกร้องความเป็นธรรมด้านสาธารณสุข ล่าสุด กลุ่มผู้เชี่ยวชาญชั้นนำระดับนานาชาติ คณะกรรมาธิการด้านสภาพภูมิอากาศและสุขภาพแห่งภาคพื้นยุโรป (Pan-European Commission on Climate and Health) ได้เรียกร้องให้ องค์การอนามัยโลก (WHO) พิจารณาประกาศให้ “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ หรือ PHEIC (Public Health Emergency of International Concern)
“โลกกำลังเผชิญวิกฤตที่ส่งผลพร้อมกันต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ อาหาร น้ำ พลังงาน และความมั่นคงของประเทศ”
— คณะกรรมาธิการด้านสภาพภูมิอากาศและสุขภาพแห่งภาคพื้นยุโรป ระบุ
ข้อเรียกร้องดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านเอกสาร Call to Action ของคณะกรรมาธิการอิสระที่จัดตั้งโดย WHO Europe ก่อนการประชุมสมัชชาอนามัยโลก (World Health Assembly – WHA) ซึ่งเริ่มขึ้นในวันที่ 18 พฤษภาคม 2026
โดยคณะกรรมาธิการมี แคทริน ยาคอบส์ด็อตตีร์ อดีตนายกรัฐมนตรีไอซ์แลนด์ เป็นประธาน และจัดตั้งขึ้นโดย ดร.ฮันส์ อองรี พี. คลูจ ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคยุโรป โดยประกอบด้วยอดีตผู้นำรัฐบาล อดีตรัฐมนตรี ผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ และผู้นำภาคประชาสังคมจากภูมิภาคยุโรป
“ยุโรป” พื้นที่ที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดในโลก
ในรายงานระบุว่า ภูมิภาคยุโรปกำลังเป็นพื้นที่ที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดในโลก โดยอัตราการเพิ่มขึ้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกประมาณสองเท่า ขณะที่อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกำลังเพิ่มความเสี่ยงต่อ “จุดเปลี่ยน” ของระบบภูมิอากาศโลก (climate tipping points) ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของระบบธรรมชาติที่ยากจะย้อนกลับ
คณะกรรมาธิการระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่ภัยคุกคามในอนาคตอีกต่อไป แต่เป็น “วิกฤตที่เกิดขึ้นแล้ว” และกำลังกระทบต่อระบบสุขภาพ ความมั่นคงทางอาหาร ทรัพยากรน้ำ พลังงาน และเสถียรภาพทางสังคมพร้อมกัน
หนึ่งในข้อเสนอสำคัญ คือการเรียกร้องให้รัฐบาลต่าง ๆ นำประเด็น “สภาพภูมิอากาศและสุขภาพ” เข้าสู่วาระด้านความมั่นคงแห่งชาติ พร้อมให้ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เช่น พลังงาน การคลัง และกลาโหม มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายรับมือวิกฤตภูมิอากาศ
รายงานยังระบุว่า มลพิษทางอากาศจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของประชาชนหลายแสนคนในภูมิภาคยุโรปทุกปี และการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลยังทำให้ระบบพลังงานเปราะบางต่อความผันผวนของราคาและปัญหาด้านอุปทาน
คณะกรรมาธิการเสนอให้รัฐบาลทยอยยุติการอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล และเปลี่ยนงบประมาณไปสู่พลังงานหมุนเวียน ระบบขนส่งสาธารณะ อาหารยั่งยืน และระบบสาธารณสุขที่สามารถรับมือผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศได้ดีขึ้น
ในด้านระบบสาธารณสุข คณะกรรมาธิการเสนอให้เพิ่มการฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ด้านสภาพภูมิอากาศและสุขภาพ เพิ่มการบูรณาการประเด็นสุขภาพจิตในแผนรับมือ climate-health และพัฒนามาตรฐานจัดซื้อจัดจ้างที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ
สำหรับข้อเสนอเรื่องการประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ คณะกรรมาธิการระบุว่า กรอบกฎอนามัยระหว่างประเทศ (International Health Regulations – IHR) ในปัจจุบัน ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือโรคระบาดหรือเหตุการณ์ด้านสุขภาพที่มีกรอบเวลาชัดเจน แต่ยังไม่ทันต่อวิกฤตระยะยาวอย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ WHO ยังไม่ได้ประกาศให้วิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็น PHEIC อย่างเป็นทางการ โดยข้อเสนอทั้งหมดอยู่ในระดับ “คำแนะนำ” และ “ข้อเรียกร้อง” จากคณะกรรมาธิการอิสระของ WHO Europe เท่านั้น





