“วิกฤต! สุ่มตรวจชาวบ้านริมแม่น้ำกก หาสารหนูในเล็บและผม ผลแล็บออกมาเกินมาตรฐาน 17.78% จนเริ่มมีอาการเจ็บป่วยทางระบบประสาทและผิวหนังอย่างชัดเจน นักวิชาการจี้รัฐประกาศให้เฝ้าระวังด่วน รีบหาทางแก้ ก่อนจะมีผู้ป่วยจากสารพิษมากกว่านี้”
— หมอแล็บแพนด้า โพสต์ข้อความในสื่อโซเชียล
สถานการณ์ปนเปื้อนโลหะหนักในลุ่มน้ำภาคเหนือ กำลังขยับจาก “ปัญหาคุณภาพน้ำ” สู่ “วิกฤตสุขภาพประชาชน” หลังมีรายงานผลตรวจทางห้องปฏิบัติการพบ “สารหนูสะสมในร่างกาย” ของชาวบ้านริมแม่น้ำกกเกินเกณฑ์มาตรฐาน 17.78%พร้อมปรากฏอาการทางระบบประสาท ผิวหนัง และทางเดินหายใจอย่างชัดเจน ขณะที่นักวิชาการเสนอเร่งประกาศ “โรคพิษสารหนู” เป็นโรคเฝ้าระวังตามกฎหมายเพื่อป้องกันผลกระทบระยะยาว
พบสารหนูสะสมในเล็บ-ผม 4 พื้นที่เสี่ยง
เมื่อวานนี้ที่โรงแรมลักษณวรรณ อ.เมือง จ.เชียงราย มีการประชุมพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะโดยชุมชน กรณีผลกระทบจากสารพิษปนเปื้อนใน แม่น้ำกก จ.เชียงราย โดยทีมนักวิชาการจาก มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.)
ดร.ศิริวรรณ กันติสินธุ์ อาจารย์สาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย สำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มฟล. เปิดเผยว่า ได้เก็บตัวอย่างเล็บผู้ใหญ่และเส้นผมเด็กใน 4 พื้นที่ ได้แก่ บ้านท่าตอน (อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่) ดอยฮาง (อ.เมือง จ.เชียงราย) บ้านแซว และริมกก (อ.เชียงแสน) เพื่อตรวจหาสารหนู
ผลการสุ่มตรวจ 90 ตัวอย่าง พบว่า 16 ราย หรือ 17.78% มีสารหนูในเล็บเกินค่ามาตรฐาน (0.5 มก./กก.)
— รายงานในที่ประชุมระบุ
สำหรับในกลุ่มที่เกินมาตรฐาน พบอาการทางคลินิก ได้แก่
- ชาปลายมือปลายเท้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง 10 ราย 62.5%
- ผิวหนังระคายเคือง 7 ราย 43.8%
- ผิวหนังเปลี่ยนสี/ตุ่มหนาคล้ายตาปลา 5 ราย 31.1%
- เยื่อโพรงจมูกอักเสบ/ผนังกั้นโพรงจมูกทะลุ 3 ราย 18.8%
- และอาการอื่น เช่น เท้าบวม 18.8% ปัสสาวะออกน้อย 12.5%
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า การรับสัมผัสสารหนูอาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเกิดการสะสมในร่างกาย

ผู้เชี่ยวชาญชี้ “สัญญาณเตือน” ก่อนป่วยเรื้อรัง
ผศ.เสถียร ฉันทะ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ระบุว่า การพบสารหนูในเล็บและเส้นผมหมายถึงร่างกายไม่สามารถขับออกได้หมด ถือเป็นสัญญาณเตือนด้านสุขภาพ แม้ประเทศไทยยังไม่มีเกณฑ์กำหนดระดับสารหนูสะสมในร่างกายที่ชี้ชัดว่า “อันตราย” เท่าใด แต่ข้อมูลนี้เพียงพอให้รัฐต้องลงพื้นที่ตรวจยืนยันและกำหนดมาตรการดูแลกลุ่มเสี่ยงอย่างเร่งด่วน
เขายังตั้งข้อสังเกตว่า ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ที่มีรายงานโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ยังไม่เห็นมาตรการเชิงระบบทั้งระดับพื้นที่และระดับชาติอย่างเป็นรูปธรรม
ก่อนหน้านี้ กรมควบคุมโรคเคยตรวจพบสารหนูในปัสสาวะชาวบ้านริมแม่น้ำกก ขณะที่การแถลงของกรมควบคุมมลพิษบางช่วงระบุว่าคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ทำให้เกิดคำถามเรื่องวิธีการตรวจสอบและการสื่อสารความเสี่ยง
เสนอประกาศ “โรคพิษสารหนู” เป็นโรคเฝ้าระวัง
น.ส.สมพร เพ็งค่ำ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาระบบประเมินผลกระทบทางสุขภาพ กล่าวว่า หากไม่เร่งลดการรับสัมผัส อาจพบผู้ป่วยโรคพิษสารหนูเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยสารหนูเข้าสู่ร่างกายหลักๆ ผ่าน “น้ำ” และ “อาหาร” โดยเฉพาะข้าวจากนาที่ใช้น้ำปนเปื้อน
จึงเสนอให้ประกาศ “โรคพิษสารหนู” เป็นโรคเฝ้าระวังตามพระราชบัญญัติโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2562 เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกับชุมชนจัดทำระบบเฝ้าระวัง กำหนดมาตรการเฉพาะพื้นที่ และมีระบบรายงานผู้ป่วยหรือผู้สงสัยป่วยเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพอย่างทันท่วงที พร้อมกันนี้เสนอพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการประปาหมู่บ้าน ให้มีความรู้ด้านระบบบำบัดสารหนูและโลหะหนัก รวมถึงการใช้เครื่องมือภาคสนามตรวจคุณภาพน้ำและแปลผลได้อย่างถูกต้อง

มิติข้ามพรมแดน–แรงกดดันระดับลุ่มน้ำโขง
ประเด็นสารหนูในแม่น้ำกกเชื่อมโยงกับความกังวลในระดับภูมิภาค ก่อนหน้านี้ Mekong River Commission (MRC) เคยออกแถลงการณ์แสดงความห่วงใยต่อคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำโขง หลังพบการปนเปื้อนสารหนูบางจุดเกินมาตรฐาน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร
ทั้งนี้ แม่น้ำกกไหลผ่านหลายอำเภอในเชียงใหม่ และเชียงราย และมีรายงานเชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองแร่บริเวณต้นน้ำในประเทศเมียนมา ทำให้ปัญหานี้ไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น แต่เป็นโจทย์ความร่วมมือข้ามพรมแดน
บทวิเคราะห์: จาก “ค่ามาตรฐานน้ำ” สู่ “ความปลอดภัยของคน”
กรณีแม่น้ำกกกำลังสะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างของการจัดการสิ่งแวดล้อมไทย เมื่อการวัด “คุณภาพน้ำ” อาจไม่เพียงพอ หากไม่มีระบบติดตามผลกระทบต่อ “สุขภาพประชาชน” อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การประกาศโรคเฝ้าระวัง จึงไม่ใช่การสร้างความตื่นตระหนก แต่เป็นหนึ่งในกลไกทางกฎหมายที่เปิดทางให้รัฐจัดสรรงบประมาณ เฝ้าระวังเชิงรุก และสื่อสารความเสี่ยงอย่างโปร่งใส
ในบริบทความยั่งยืน การแก้ปัญหาที่ต้นทาง การบูรณาการหน่วยงาน และการมีส่วนร่วมของชุมชน คือหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ หากปล่อยให้ข้อมูลวิชาการเดินนำหน้ากลไกรัฐต่อไป ช่องว่างด้านความเชื่อมั่นและความปลอดภัยของประชาชนอาจยิ่งขยายตัว ...ถึงวันนั้น “คนริมแม่น้ำกก” อาจสุขภาพย่ำแย่จนใครก็เข้ามาแก้ไม่ทัน!!





