AI เก่งแค่ไหน? เมื่อสภาพอากาศสุดขั้วพาโลกรวนไปไวกว่าอัลกอริทึม

23 ม.ค. 2569 - 10:23

  • งานวิจัยชี้ AI พยากรณ์อากาศมักประเมินความรุนแรงของเหตุการณ์สุดขั้วต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะเรียนรู้จากข้อมูลในอดีต

  • โลกรวนแต่สถิติรวน(กว่า) ปี 2020 แค่ปีเดียวมีสถิติความร้อนถูกทำลายมากกว่า 162,751 ครั้ง

  • นักวิทย์ฯ เสนอทางออกระบบไฮบริดผสาน AI กับแบบจำลองฟิสิกส์ ลดความเสี่ยงการเตือนภัยพลาดในยุคสภาพอากาศสุดขั้ว

AI เก่งแค่ไหน? เมื่อสภาพอากาศสุดขั้วพาโลกรวนไปไวกว่าอัลกอริทึม

ปี 2026 โลกรวนวิ่งนำหน้าอัลกอริทึม เริ่มต้นปีด้วยสัญญาณอันตราย ภัยพิบัติเปิดฉากโลกเห็นภาพข่าวปั่นป่วนกว่าที่เคย ทั้งคลื่นความร้อนรุนแรงปกคลุมออสเตรเลีย อุณหภูมิพุ่งเกิน 40 องศาเซลเซียสในหลายพื้นที่ ข่าวไฟป่ารุนแรงที่สุดในรอบหลายปีที่ชิลี  อาร์เจนตินา คอสตาริกา ข่าวโมซัมบิกน้ำท่วมใหญ่ แอฟริกาใต้เจอพิษสภาพอากาศสุดขั้วจากฝนตกหนักสร้างความเสียหายรุนแรงจนต้องประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติแห่งชาติ

ตัดภาพมาที่ยุโรปกลับเผชิญคลื่นความหนาวจัดคาบสมุทรคัมชัตกาของรัสเซียเจอความหนาวสุดขั้วหิมะตกหนักสุดในรอบ 60 ปี การคมนาคมหยุดชะงัก หลายเมืองต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน

ความรวนของโลกส่งผลให้เมืองใหญ่ในเอเชียใต้เผชิญผลพวงจากฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลันต่อเนื่องจากปีก่อน ขณะที่เมืองใหญ่ทั่วโลกจำนวนมากถูกจัดอยู่ในภาวะตึงเครียดด้านน้ำ และยังมีข่าวภัยแล้งและน้ำท่วมเกิดสลับกันในพื้นที่เดียวกันภายในช่วงเวลาใกล้เคียง

เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่ภัยธรรมชาติรายจุด แต่สะท้อนภาพรวมของ สภาพอากาศสุดขั้ว หรือ Extreme Weather ที่ถี่ขึ้น รุนแรงขึ้น และยากจะคาดเดา อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในยุค Anthropocene ที่มนุษย์กลายเป็นตัวแปรสำคัญของระบบโลก

sustainability-ai-weather-extreme-climate-faster-than-algorithm-SPACEBAR-Photo01.jpg

AI เก่งแค่ไหน เมื่อโลกที่ไม่เหมือนเดิม

ท่ามกลางโลกที่ผันผวน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ถูกคาดหวังให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการรับมือความไม่แน่นอน “AI พยากรณ์อากาศ” หลายระบบในปัจจุบันสามารถคำนวณอุณหภูมิ ลม และฝนในชีวิตประจำวันได้แม่นยำทัดเทียมหรือบางกรณีเหนือกว่าแบบจำลองดั้งเดิม และใช้พลังงานในการประมวลผลน้อยกว่ามาก

แต่เมื่อเจอกับ “สภาพอากาศสุดขั้ว” ที่รุนแรงและทำลายสถิติ AI ที่เคยฉลาดสุดๆ กลับเริ่มแสดงข้อจำกัดอย่างชัดเจน

งานวิจัยล่าสุดจากทีมของ จาง จงเหวย นักสถิติจากมหาวิทยาลัยเจนีวา เปรียบเทียบระบบ AI หลายประเภทกับแบบจำลองพยากรณ์อากาศเชิงตัวเลขความละเอียดสูงของยุโรป โดยมุ่งเน้นไปที่เหตุการณ์ที่อุณหภูมิหรือความเร็วลมพุ่งทะลุสถิติเดิม จากการใช้ข้อมูลย้อนหลังระหว่างปี 1979–2020

คณะวิจัยพบว่า ในปี 2020 เพียงปีเดียว มีสถิติความร้อนที่ถูกทำลายมากกว่า 162,751 ครั้ง และสถิติความเร็วลมอีกกว่า 53,345 ครั้งทั่วโลก ซึ่งเพียงพอจะทดสอบ “ขีดจำกัด” ของ AI  อย่างชัดเจน

ผลลัพธ์ชี้ตรงกันว่าแบบจำลองเชิงฟิสิกส์ยังคงมีความน่าเชื่อถือมากกว่าในการพยากรณ์เหตุการณ์สุดขั้ว โดยเฉพาะในช่วงพยากรณระยะสั้นไม่กี่วัน AI  มักทำนายอุณหภูมิความร้อน “ต่ำกว่าความเป็นจริง” ในเหตุการณ์คลื่นความร้อน และทำนายความหนาวจัดเกินจริงในบางกรณีของอากาศเย็นจัด ที่สำคัญคือ AI มัก “พลาด” กับเหตุการณ์ที่ทำลายสถิติไปเลย ขณะที่โมเดลเชิงตัวเลขสามารถจับตำแหน่งและจำนวนเหตุการณ์ได้แม่นยำกว่า

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความฉลาด แต่อยู่ที่ “ข้อมูลใหม่เกินไป”

นักวิจัยอธิบายว่า ข้อจำกัดหลักของ AI คือการเผชิญกับข้อมูลนอกขอบเขตการเรียนรู้ (Out-of-distribution) AI ถูกฝึกให้เรียนรู้รูปแบบจากอดีต เมื่อบรรยากาศโลกเปลี่ยนไปสู่สภาวะที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ระบบจึงไม่สามารถประมาณค่าได้ดี

“แบบจำลองเชิงฟิสิกส์มีข้อได้เปรียบตรงที่ “กฎธรรมชาติยังคงใช้ได้เสมอ ไม่ว่าโลกจะร้อนหรือหนาวเพียงใด”

เซบาสเตียน เองเกลเก้ รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเจนีวา ระบุ

สมการเหล่านี้ช่วยรักษาสมดุลของพลังงาน มวล และโมเมนตัม ทำให้สามารถสำรวจสภาวะสุดโต่งที่ไม่เคยพบมาก่อนได้อย่างมีหลักการ

ความคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยในการพยากรณ์อาจนำไปสู่การประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจระดับนโยบาย ตั้งแต่การรับมือคลื่นความร้อน ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ไปจนถึงการเตรียมพร้อมรับมือพายุและน้ำท่วม

ทางรอดของการพยากรณ์ในยุคโลกรวน

แม้ AI จะมีข้อจำกัด แต่ไม่ได้หมายความว่าเทคโนโลยีนี้ล้มเหลว นักวิจัยยกตัวอย่างกรณีฝนตกหนักในฮ่องกงปี 2023 ที่โมเดล AI บางระบบสามารถชี้สัญญาณล่วงหน้าได้ดีกว่าโมเดลฟิสิกส์แบบดั้งเดิม

แนวทางที่ถูกเสนออย่างจริงจังคือการพัฒนาระบบพยากรณ์แบบ “ไฮบริด” ที่ผสานความเร็วและความยืดหยุ่นของ AI เข้ากับความแม่นยำตามกฎฟิสิกส์ รวมถึงการฝึก AI ด้วยข้อมูลจำลองจากแบบจำลองภูมิอากาศ เพื่อให้ระบบได้ “เห็น” เหตุการณ์รุนแรงที่ประวัติศาสตร์จริงยังมีไม่เพียงพอ

ในระยะสั้น นักวิทยาศาสตร์เห็นตรงกันว่าวิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือ การใช้ AI ควบคู่กับแบบจำลองเชิงตัวเลข เพื่อให้การเตือนภัยที่อาจกระทบชีวิตผู้คนนับล้านตั้งอยู่บนพื้นฐานที่รอบคอบที่สุด

sustainability-ai-growth-water-crisis-56-percent-2030-SPACEBAR-Thumbnail.jpg

บทเรียนจากโลกที่เปลี่ยนเร็วกว่าอัลกอริทึม

บทสรุปจากงานวิจัยไม่ได้ปฏิเสธบทบาทของ AI แต่ออกมาเตือนว่าในโลกที่สภาพอากาศกำลังเปลี่ยนเร็วและรุนแรงขึ้น เทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่งไม่อาจเป็นคำตอบทั้งหมด

การพยากรณ์อากาศในยุคโลกรวนจึงไม่ใช่การเลือกระหว่าง “AI หรือ ฟิสิกส์” แต่คือการสร้างพันธมิตรระหว่างข้อมูล อัลกอริทึม และกฎธรรมชาติ เพื่อให้มนุษย์ยังคงก้าวทันความแปรปรวนของโลกใบนี้ได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน

อ้างอิง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์