ประเทศไทยตอนบนเตรียมรับมือ “พายุฤดูร้อนระลอกใหม่” หลังกรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือนช่วงวันที่ 3–6 มีนาคม 2569 จะเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และฟ้าผ่าในบางพื้นที่ โดยเริ่มกระทบภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นลำดับแรก ก่อนขยายวงกว้างไปยังภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคเหนือ

อีสานล่างเริ่มก่อน พื้นที่อื่นตามลำดับ
ประกาศระบุว่า วันที่ 3 มีนาคม 2569 พื้นที่ด้านตะวันออกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรืออีสานตอนล่าง จะเริ่มได้รับอิทธิพลจากพายุฤดูร้อน
จากนั้นระหว่างวันที่ 4–6 มีนาคม 2569 พายุจะขยายผลกระทบไปยังภาคตะวันออก ภาคกลาง (รวมกรุงเทพมหานครและปริมณฑล) และภาคเหนือ
ขณะเดียวกัน ภาคใต้ตอนบนมีแนวโน้มได้รับผลกระทบในช่วงวันที่ 5–7 มีนาคม 2569 โดยต้องเฝ้าระวังฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงเช่นกัน


สาเหตุจากมวลอากาศเย็นปะทะอากาศร้อน
สภาพอากาศแปรปรวนครั้งนี้มีสาเหตุจากบริเวณความกดอากาศสูง หรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีน แผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทะเลจีนใต้ ในจังหวะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อน ประกอบกับคลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันตกเคลื่อนผ่านภาคเหนือและอีสานตอนบน จึงก่อให้เกิดพายุฤดูร้อนที่มีลักษณะรุนแรงในบางพื้นที่
ลักษณะอากาศที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ได้แก่
- พายุฝนฟ้าคะนอง
- ลมกระโชกแรง
- ลูกเห็บตกบางแห่ง
- ฝนตกหนักบางพื้นที่
- ความเสี่ยงฟ้าผ่า
เตือนประชาชนเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง
กรมอุตุนิยมวิทยาขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงระวังอันตรายจากพายุ โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ ใกล้สิ่งปลูกสร้างหรือป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง ระหว่างเกิดฝนฟ้าคะนองและลมแรง พร้อมดูแลสุขภาพในช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงฉับพลัน

คำแนะนำถึงเกษตรกร
สำหรับภาคเกษตรกรรม ซึ่งอาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากลมแรงและลูกเห็บ ควรเตรียมการป้องกันความเสียหายล่วงหน้า ได้แก่
- เสริมความแข็งแรงโรงเรือน หลังคา และคอกสัตว์
- ค้ำยันไม้ผล ลดความเสี่ยงกิ่งหักโค่น
- หาวัสดุคลุมพืชผล หรือเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตที่พร้อมจำหน่าย
- ตรวจสอบระบบระบายน้ำ ป้องกันน้ำขังจากฝนตกหนัก
ติดตามประกาศใกล้ชิด
ท่ามกลางสภาพอากาศที่แปรปรวน การเตรียมพร้อมล่วงหน้าอาจช่วยลดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงรอยต่อฤดูกาลที่ “พายุฤดูร้อน” มักทวีความรุนแรงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลพยากรณ์อากาศและประกาศเตือนภัยเพิ่มเติมได้จาก กรมอุตุนิยมวิทยา ผ่านเว็บไซต์ www.tmd.go.th หรือสายด่วน 1182 ตลอด 24 ชั่วโมง




