น้ำท่วมชะล้างธาตุอาหารล้นปากอ่าว ปลุก ‘แพลงก์ตอนบลูม’ ดันอ่าวไทยสู่ภาวะโคม่า

6 ต.ค. 2569 - 16:29

  • GISTDA เปิดข้อมูลดาวเทียม พบมวลน้ำขุ่นจาก 4 แม่น้ำหลัก ทะลักลงอ่าวไทยรูปตัว ก พุ่งไกลเกิน 20 กิโลเมตร

  • ปรากฏการณ์ Noctiluca เพิ่มจำนวนมหาศาลเปลี่ยนน้ำทะเลเป็นสีเขียวสด ก่อนย่อยสลายจนเกิดภาวะน้ำขาดออกซิเจน

  • นักวิชาการเตือนอ่าวไทยเปราะบางคล้ายแก้วพร้อมแตก เสี่ยงทำลายแหล่งอาศัยวาฬบรูด้าและปลาทูสาว

น้ำท่วมชะล้างธาตุอาหารล้นปากอ่าว ปลุก ‘แพลงก์ตอนบลูม’ ดันอ่าวไทยสู่ภาวะโคม่า

เปิดวงจร “แพลงก์ตอนบลูม” จับตา 4 แม่น้ำสายหลักดันมวลน้ำท่วมทะลังลงปากอ่าว ชะล้างปุ๋ย-น้ำทิ้งชุมชน ปล่อยสารเร่งโต-เร่งตายให้ระบบนิเวศ ผุด “เดดโซน” อ่าวไทยในภาวะโคม่า

การระบายน้ำหลากจากวิกฤตน้ำท่วม 2569 ในพื้นที่ตอนบนของประเทศไทยรวมทั้งกรุงเทพมหานคร กำลังส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ลงสู่สิ่งแวดล้อมทางทะเล เมื่อข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมบันทึกภาพมวลน้ำมหาศาลพัดพาตะกอนดินและธาตุอาหารลงสู่อ่าวไทยตอนบน จนกระตุ้นให้เกิดปรากฏการณ์ “แพลงก์ตอนบลูม” (Plankton Bloom) หรือน้ำทะเลเปลี่ยนสีอย่างรุนแรง ซึ่งกำลังกลายเป็นภัยคุกคามทางนิเวศวิทยาที่อาจสร้างพื้นที่อับอากาศใต้ทะเล หรือ “เดดโซน” (Dead Zone)

หลักฐานดาวเทียมภาพสะท้อนธาตุอาหารล้นอ่าวไทย

ข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียม Sentinel-2B (MSI: Level-2A) บันทึกภาพเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ซึ่งผ่านการวิเคราะห์โดย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA แสดงผลการวิเคราะห์ระดับความขุ่นของน้ำ (Turbidity) ในหน่วย NTU บริเวณอ่าวไทยตอนบน (อ่าวไทยรูปตัว ก) ผ่านช่วงคลื่นแสงสีแดง (Red Band)

green-space-thailand-gulf-floodwaters-plankton-bloom-dead-zone-2026-SPACEBAR-Photo01.jpg

ผลการวิเคราะห์พบพื้นที่สีแดงเข้มบริเวณปากแม่น้ำ ซึ่งมีค่าความขุ่นสูงกว่า 100 NTU สะท้อนถึงมวลน้ำขุ่นสีน้ำตาลที่พัดพาเอาตะกอนดินและสารอาหาร (Nutrients) ปริมาณมหาศาลจากบนบก ไหลผ่าน 4 แม่น้ำสายหลัก ได้แก่ แม่น้ำแม่กลอง, แม่น้ำท่าจีน, แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำบางปะกง ลงสู่ทะเลอย่างชัดเจน โดยเฉพาะบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยาที่มวลน้ำจืดและตะกอนพุ่งออกไปไกลจากชายฝั่งเกือบ 20 กิโลเมตร

ตะกอนดินเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงเศษโคลนตม แต่กักเก็บปุ๋ยเคมีจากการเกษตรและน้ำทิ้งจากชุมชน เมื่อถูกชะล้างลงสู่ทะเลพร้อมกัน จึงกลายเป็นสารอาหารเข้มข้นที่เร่งปฏิกิริยาทางชีวภาพอย่างรวดเร็ว

จาก ‘แพลงก์ตอนบลูม’ สู่ ‘เดดโซน’

วงจรเร่งโต-เร่งตายของธรรมชาติ

ปัจจัยทางธรรมชาติอย่างมวลน้ำจืดปริมาณมาก ผสานกับลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่แรงกว่าปกติ ได้พัดพาธาตุอาหารเหล่านี้กระจายตัวเลียบชายฝั่งอย่างรวดเร็ว กระตุ้นให้เกิดการเพิ่มจำนวนอย่างมหาศาลของแพลงก์ตอนชนิด Noctiluca ซึ่งแม้จะเป็นแพลงก์ตอนชนิดที่ไม่สร้างสารชีวพิษโดยตรง แต่การบลูมอย่างหนาแน่นได้เปลี่ยนน้ำทะเลรอบ “เกาะล้าน” ให้กลายเป็นสีเขียวสด จนส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการท่องเที่ยวชายฝั่งทันที

ทว่า ผลกระทบที่น่ากังวลที่สุดไม่ได้อยู่บนผิวน้ำ แต่อยู่ที่พื้นทะเลใต้ผิวน้ำ เมื่อแพลงก์ตอนพืชเหล่านี้เจริญเติบโตและตายลงพร้อมกัน กระบวนการย่อยสลายโดยแบคทีเรียจะดึงออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำ (Dissolved Oxygen) ไปใช้ในปริมาณมหาศาล จนนำไปสู่ “ภาวะน้ำขาดออกซิเจน”

green-space-thailand-gulf-floodwaters-plankton-bloom-dead-zone-2026-SPACEBAR-Photo02.jpg

นอกจากนี้ การที่มวลน้ำจืดลอยตัวเป็นชั้นอยู่ด้านบนผิวน้ำ ยังทำหน้าที่เป็นแผ่นฟิล์มกั้นไม่ให้ออกซิเจนจากอากาศถ่ายเทลงสู่พื้นทะเล ส่งผลให้เกิดภาวะเดดโซน (Dead Zone) หรือพื้นที่อับอากาศที่สัตว์น้ำหน้าดิน เช่น หอย กุ้ง และปลาในกระชัง ไม่สามารถเคลื่อนที่หนีได้และต้องขาดอากาศหายใจตายในที่สุด เช่นเดียวกับเหตุการณ์ในปี 2566 ที่เคยสร้างความเสียหายต่อแปลงเพาะเลี้ยงหอยแมลงภู่ในจังหวัดชลบุรีไปมากกว่า 80%

“อ่าวไทยในภาวะโคม่า”

ระบบนิเวศเปราะบางที่กำลังเข้าสู่จุดล่มสลาย

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม อาจารย์ประจำคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชี้ให้เห็นว่า “อ่าวไทยรูปตัว ก” เป็นอ่าวกึ่งปิดขนาดเล็ก มีพื้นที่เพียงราว 9,000 ตารางกิโลเมตร (เล็กกว่าจังหวัดเชียงใหม่เกินกว่าครึ่ง) แต่กลับต้องรองรับกิจกรรมของมนุษย์บนแผ่นดินโดยรอบที่มีประชากรรวมกันเกือบ 15 ล้านคน

ลักษณะทางกายภาพที่เป็นอ่าวกึ่งปิด ทำให้น้ำทะเลหมุนวนอยู่ในอ่าวนานหลายวันก่อนจะถูกพัดออกสู่ทะเลเปิด มวลน้ำจืด ตะกอนดิน ขยะทะเล และสารเคมีที่ทะลักลงมาจากแม่น้ำจึงเกิดการหมักหมมและสร้างผลกระทบหนักหน่วง

  • ปรากฏการณ์น้ำเบียด น้ำจืดที่ทะลักลงมาทำให้น้ำทะเลมีความเค็มเปลี่ยนแปลงฉับพลัน ส่งผลให้สัตว์น้ำเกิดอาการช็อก ดังเช่นที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งบริเวณชายฝั่งจังหวัดเพชรบุรี
  • ภัยคุกคามสัตว์ทะเลหายาก อ่าวไทยตอนในเป็นบ้านของสัตว์ทะเลหายาก ทั้งกลุ่มวาฬบรูด้า ฝูงโลมาอิรวดีบริเวณปากแม่กลองและบางปะกง โลมาหัวบาตรหลังเรียบ รวมถึงเป็นแหล่งเจริญเติบโตของปลาทูสาวจากภาคใต้ และแหล่งนกชายเลนอพยพระดับนานาชาติ
  • วิกฤตโลกร้อนเสริมปัจจัยลบ อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นทำให้น้ำในอ่าวไทยที่มีขนาดเล็กและตื้น เกิดการสะสมความร้อนได้ง่ายและเร็วกว่าทะเลเปิด เมื่อเจอกับปริมาณน้ำฝนและน้ำหลากที่แปรปรวน ยิ่งส่งผลให้ อ่าวไทยตกอยู่ในภาวะโคม่าเสี่ยงต่อการล่มสลายทางนิเวศวิทยา
green-space-bangsaen-sea-color-change-plankton-bloom-SPACEBAR-Thumbnail.jpg

การแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าและการบริหารจัดการต้นน้ำ

ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมจาก GISTDA ถือเป็นระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) ที่ช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถกำหนดจุดเฝ้าระวัง วางแผนลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำเพื่อวิเคราะห์คุณภาพน้ำเชิงลึก และแจ้งเตือนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งได้อย่างทันท่วงที

อย่างไรก็ดี ในระยะยาววิกฤตแพลงก์ตอนบลูมและเดดโซนชี้ให้เห็นว่า “ทุกกิจกรรมบนบก...ล้วนส่งผลโดยตรงต่อทะเล” การปกป้องอ่าวไทยจึงต้องเริ่มจากการจัดการสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นน้ำ ทั้งการควบคุมน้ำเสียจากชุมชน การลดการใช้ปุ๋ยเคมีในภาคเกษตรกรรม และการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ ก่อนที่แก้วที่ทรงคุณค่าและเปราะบางใบนี้จะแตกสลายจนไม่สามารถย้อนคืนกลับมาได้อีกต่อไป

อ้างอิง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์