รู้ก่อนรับมือก่อน! GISTDA เปิด RISK MAP แผนที่เสี่ยงภัย 3 มิติ เตือนน้ำท่วม-ภัยแล้ง รับมือเอลนีโญ

15 ก.ย. 2569 - 16:10

  • ตุลาคม 2569 GISTDA เตรียมเปิด RISK MAP ระบบแผนที่ความเสี่ยงภัยพิบัติระดับประเทศ

  • ใช้ดาวเทียม ข้อมูลฝน น้ำ และภูมิประเทศ สร้างแบบจำลอง 3 มิติ คาดการณ์น้ำท่วมล่วงหน้า

รู้ก่อนรับมือก่อน! GISTDA เปิด RISK MAP แผนที่เสี่ยงภัย 3 มิติ เตือนน้ำท่วม-ภัยแล้ง รับมือเอลนีโญ

ภัยพิบัติในวันนี้ไม่ได้มาในรูปแบบเดิมอีกต่อไป เมื่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ทำให้ฝนตกหนัก น้ำท่วม และภัยแล้งมีความผันผวนและคาดการณ์ได้ยากขึ้น การรอให้ภัยเกิดขึ้นก่อนแล้วจึงเข้าไปช่วยเหลือจึงอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

ล่าสุด ประเทศไทยกำลังขยับไปสู่การจัดการภัยพิบัติแบบ “รู้ก่อน รับมือก่อน” โดยใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศเป็นเครื่องมือสำคัญ และหนึ่งในระบบที่กำลังถูกพัฒนาคือ “RISK MAP” แผนที่เสี่ยงภัย ของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือGISTDA ซึ่งเตรียมเปิดใช้งานภายในเดือนตุลาคม 2569 เพื่อช่วยติดตามทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง พร้อมสนับสนุนการตัดสินใจของหน่วยงานในพื้นที่

เมื่อดาวเทียมไม่ได้มีไว้แค่ “มองจากบนฟ้า”

ดร.สุรัสวดี ภูมิพานิช นักภูมิสารสนเทศชำนาญการ สำนักประยุกต์และพัฒนาภูมิสารสนเทศ GISTDA ระบุว่า ปัจจุบันภาพถ่ายดาวเทียมถูกนำมาใช้ในการบริหารจัดการภัยพิบัติทั้งก่อน ระหว่าง และหลังเกิดเหตุ โดยในช่วงฤดูมรสุมตั้งแต่เดือนพฤษภาคม GISTDA จะประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกสัปดาห์ ทั้งกรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน กรมทรัพยากรธรณี และกรมทรัพยากรน้ำ เพื่อติดตามสถานการณ์และประเมินแนวโน้มปริมาณน้ำจากข้อมูลฝน น้ำท่า และระดับน้ำ

ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่บนหน้าจอ แต่ถูกนำไปใช้วางแผนสั่งถ่ายภาพจากดาวเทียมระบบเรดาร์ในพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ จุดเด่นสำคัญคือดาวเทียมเรดาร์สามารถถ่ายภาพได้ทั้งกลางวันและกลางคืน รวมถึงในพื้นที่ที่มีเมฆหรือหมอกปกคลุม จึงช่วยให้เจ้าหน้าที่ประเมินขอบเขตน้ำท่วมได้แม้ในช่วงที่ฝนตกต่อเนื่อง และมีข้อมูลแผนที่สำหรับวางแผนเข้าช่วยเหลือประชาชน

nan-flood-risk-tonight-phu-phiang-wiang-sa-SPACEBAR-Hero.jpg

บทเรียนจาก “น่าน”

กรณีของอำเภอปัว จังหวัดน่าน เป็นตัวอย่างที่เห็นภาพว่าข้อมูลภูมิสารสนเทศสามารถช่วยตอบคำถามสำคัญในสถานการณ์ภัยพิบัติได้อย่างไร

“ปัว” มีลักษณะเป็นพื้นที่ราบแคบระหว่างหุบเขา ทำให้มีความเสี่ยงต่อน้ำหลากอยู่เดิม ขณะที่การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินประกอบกับฝนตกหนัก โดยมีปริมาณฝนสะสมในพื้นที่ต้นน้ำมากกว่า 200 มิลลิเมตร ทำให้น้ำหลากไหลเร็วและแรงขึ้น

GISTDA จึงนำข้อมูลดาวเทียมมาวิเคราะห์ร่วมกับถนน เส้นทางน้ำ ลักษณะภูมิประเทศ และตำแหน่งของ 11 ชุมชน เพื่อดูว่าชุมชนใดมีความเสี่ยงที่เส้นทางเข้า-ออกจะถูกตัดขาดจากน้ำป่าไหลหลากหรือดินถล่ม ข้อมูลลักษณะนี้ทำให้เห็น “จุดคอขวด” ของการเดินทางได้ชัดขึ้น และนำไปใช้เตรียมเส้นทางสำรอง รวมถึงวางแผนการช่วยเหลือหรืออพยพประชาชนได้รวดเร็วขึ้น

บทเรียนดังกล่าวยังถูกนำไปต่อยอดหลังจังหวัดน่านเผชิญน้ำท่วมใหญ่ในตัวเมืองต่อเนื่อง 2 ปี ในช่วงปี 2567–2568 โดย GISTDA จัดทำแบบจำลองพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมเมืองน่าน หากระดับน้ำที่สถานี N.1 บริเวณหน้าสำนักงานป่าไม้ ตำบลในเวียง อยู่ที่ระดับ 201.50 เมตร รทก. แผนที่จะแสดงพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดน้ำท่วมขังในระดับความลึกต่างๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูลเฝ้าระวังในระดับพื้นที่

green-space-gistda-flood-model-nan-n1-201-50-masl-SPACEBAR-Photo V01.jpg

เปลี่ยนข้อมูลจำนวนมากให้กลายเป็นภาพเดียวที่อ่านออก

อีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญคือแบบจำลองสถานการณ์น้ำท่วมแบบ 3 มิติ ซึ่งนำข้อมูลหลายด้านมาประกอบกัน ทั้งปริมาณฝน น้ำท่าจากสถานีตรวจวัด ความสูงของพื้นที่ และลักษณะหน้าตัดของลำน้ำ จากนั้นคำนวณความจุและอัตราการไหลของลำน้ำ รวมถึงคาดการณ์เวลาที่มวลน้ำจะเคลื่อนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง

จุดสำคัญคือการนำผลลัพธ์มาแสดงเป็นภาพ 3 มิติ ทำให้เห็นทั้งความเร็วและความลึกของน้ำ รวมถึงระดับความรุนแรงของสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่เพียงข้อมูลตัวเลขที่ต้องตีความโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

ปัจจุบันแบบจำลองครอบคลุมพื้นที่นำร่องประมาณ 100 ชุมชนใน 15 จังหวัด และมีแผนขยายพื้นที่เพิ่มเติมอีก 20 จังหวัดภายในปี 2570

RISK MAP มิติน้ำท่วมรวมน้ำแล้งในแผนเดียว

โจทย์ต่อไปคือภัยอีกด้านที่อาจรุนแรงขึ้นจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ นั่นคือ ภัยแล้ง โดย GISTDA ได้รับมอบหมายให้ประสานและบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนา “RISK MAP” สำหรับติดตามทั้งสถานการณ์น้ำท่วมและน้ำแล้ง

ระบบถูกออกแบบให้มีทั้งการติดตามสถานการณ์ การแจ้งขอความช่วยเหลือและติดตามสถานะการดำเนินงาน การสื่อสารแบบสองทางระหว่างผู้ประสบภัยกับหน่วยงาน และแดชบอร์ดสำหรับมองภาพรวมสถานการณ์ เพื่อสนับสนุนการจัดการภัยพิบัติในระดับภูมิภาคและท้องถิ่น

GISTDA ตั้งเป้าให้ RISK MAP พร้อมใช้งานจริงภายในเดือนตุลาคม 2569 เพื่อเตรียมรับมือความเสี่ยงภัยแล้งที่อาจส่งผลต่อน้ำเพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภค

หัวใจของเรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงการสร้างแพลตฟอร์มใหม่ แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีจัดการภัยพิบัติให้สอดคล้องกับโลกที่ความเสี่ยงกำลังเปลี่ยนไป

RISK MAP ทำหน้าที่เชื่อมข้อมูลภัยพิบัติ–พื้นที่–ชุมชน–การตัดสินใจเข้าด้วยกัน เพื่อให้การรับมือไม่ได้เริ่มต้นในวันที่น้ำเข้าบ้าน แต่เริ่มตั้งแต่วันที่ข้อมูลบอกว่าความเสี่ยงกำลังเพิ่มขึ้น นี่คือแนวคิดของการสร้าง “ความยืดหยุ่น” ให้กับชุมชนและเมือง เพราะเมื่อไม่สามารถควบคุมฝน น้ำ หรือสภาพภูมิอากาศได้ทั้งหมด สิ่งที่ทำได้คือทำให้สังคมรู้ความเสี่ยงของตัวเองเร็วขึ้น และมีเวลาปรับตัวมากขึ้น

ดร.สุรัสวดี ย้ำว่าความท้าทายของ RISK MAP ไม่ได้อยู่ที่การสร้างซอฟต์แวร์หรือแพลตฟอร์มเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้างกลไกบริหารจัดการภัยที่มีประสิทธิภาพ ใช้งานได้จริง และสอดคล้องกับสถานการณ์ในพื้นที่

เราต่างรู้ว่าเทคโนโลยีไม่อาจหยุดฝน หยุดน้ำท่วมได้ แต่เรดาห์จะช่วยให้เรามองเห็นน้ำก่อนที่มันจะมาถึง และในโลกที่ Climate Change ทำให้ภัยพิบัติคาดเดายากขึ้น การมีข้อมูลที่เร็วและแม่นยำอาจเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่สุดในการลดความสูญเสีย และพาประเทศไทยไปสู่การอยู่ร่วมกับน้ำและธรรมชาติอย่างยั่งยืน

RISK MAP จึงมีความเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ในหลายมิติ อาทิ

SDG 11: เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน อยู่ที่การใช้ข้อมูลความเสี่ยงเพื่อระบุพื้นที่และชุมชนที่อาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม วางเส้นทางสำรอง และเตรียมการช่วยเหลือก่อนเกิดเหตุ ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถของเมืองและชุมชนในการรับมือภัยพิบัติ

SDG 13: การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เชื่อมโดยตรงกับการปรับตัวต่อความเสี่ยงจาก Climate Change ผ่านการคาดการณ์ เฝ้าระวัง และเตือนภัยล่วงหน้า แทนการรอแก้ปัญหาหลังเกิดภัย และเมื่อ RISK MAP ครอบคลุมทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้ง

SDG 6: น้ำสะอาดและการสุขาภิบาล ในมิติการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและรับมือความเสี่ยงด้านน้ำอย่างบูรณาการ ขณะที่ระบบสื่อสารสองทางและการเข้าถึงข้อมูลเพื่อขอความช่วยเหลือยังสะท้อน

SDG 16: สันติภาพ ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะการทำให้การจัดการภัยพิบัติมีข้อมูล โปร่งใส เข้าถึงได้ และตอบสนองต่อประชาชนมากขึ้น

ดังนั้น คุณค่าของ RISK MAP นอกจากการมองเห็นภัยจากอวกาศ ยังเป็นการเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นความสามารถในการปรับตัว ลดความสูญเสีย และสร้างความยืดหยุ่นให้กับสังคม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนในยุค Climate Change

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์