เอลนีโญซ้ำเติมโลกเดือด นักวิทย์ฯ หวั่น ‘ปะการังฟอกขาว’ ครั้งใหญ่อาจเร่งวิกฤตทะเลโลก

26 พ.ค. 2569 - 14:23

  • เอลนีโญรุนแรงอาจเร่ง “ปะการังฟอกขาว” ซ้ำเติมทะเลโลกที่เผชิญภาวะโลกร้อนอยู่แล้ว

  • นักวิทยาศาสตร์ชี้ปะการังบางชนิดในทะเลแคริบเบียน “สูญพันธุ์ในเชิงหน้าที่” แล้ว

  • แม้มีเทคโนโลยีช่วยฟื้นฟูปะการัง แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าโลกกำลัง “แค่ซื้อเวลา”

เอลนีโญซ้ำเติมโลกเดือด นักวิทย์ฯ หวั่น ‘ปะการังฟอกขาว’ ครั้งใหญ่อาจเร่งวิกฤตทะเลโลก

ภายใต้สัญญาณการกลับมาของปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Nino) ที่อาจรุนแรงกว่าหลายครั้งที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ด้านทะเลและสภาพภูมิอากาศทั่วโลกเริ่มแสดงความกังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับ “แนวปะการัง” หนึ่งในระบบนิเวศที่เปราะบางที่สุดของโลก

หน่วยงานพยากรณ์อากาศหลายสำนักประเมินตรงกันว่า ปีนี้มีแนวโน้มสูงที่จะเกิดเอลนีโญ ล่าสุด NOAA ฟันธงกรกฎาคม 2569 มีโอกาสเกิดเอลนีโญสูงถึง 80%ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น และเปลี่ยนแปลงรูปแบบสภาพอากาศทั่วโลก ส่งผลให้บางพื้นที่เผชิญภัยแล้ง ขณะที่บางแห่งเกิดฝนตกหนักผิดปกติ

สำหรับมหาสมุทร ผลกระทบที่น่ากังวลที่สุดคือ “ภาวะปะการังฟอกขาว” (Coral Bleaching) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลสูงเกินกว่าที่ปะการังจะรับได้

“เหตุการณ์ปะการังฟอกขาวระดับโลกทุกครั้งที่ผ่านมา ล้วนเกิดขึ้นในปีที่มีเอลนีโญ”

คลินต์ โอกลีย์ นักวิทยาศาสตร์ด้านปะการังจากมหาวิทยาลัยวิกตอเรียแห่งเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์ ระบุ

พร้อมเตือนว่า หากเอลนีโญครั้งนี้มีความรุนแรงมาก อาจสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงและทำลายล้างแนวปะการังจำนวนมากทั่วโลก

coral-reefs-cross-tipping-point-global-warning-SPACEBAR-Photo02.jpg

ความสัมพันธ์ที่เปราะบางระหว่าง “ปะการัง” กับ “สาหร่าย”

การอยู่รอดของปะการัง ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์กับสาหร่ายขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ภายในโครงสร้างปะการัง สาหร่ายเหล่านี้ช่วยผลิตสารอาหารผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสง และเป็นต้นกำเนิดสีสันของแนวปะการัง

แต่เมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น ความสัมพันธ์ดังกล่าวจะพังทลาย สาหร่ายถูกขับออกจากปะการัง ทิ้งไว้เพียงโครงสร้างสีขาวซีด หรือที่เรียกว่า “ปะการังฟอกขาว”

แม้ปะการังบางส่วนจะสามารถฟื้นตัวได้ หากอุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว แต่การฟอกขาวซ้ำๆ ทำให้ปะการังอ่อนแอ ขาดสารอาหาร ติดเชื้อง่าย และสืบพันธุ์ได้ลดลง

“หากน้ำทะเลร้อนนานเกินไป ปะการังจะค่อยๆ อดอาหารและตายในที่สุด”

เจน แมทธิวส์ นักวิทยาศาสตร์ด้านปะการังจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีซิดนีย์ อธิบาย

coral-reefs-cross-tipping-point-global-warning-SPACEBAR-Thumbnail.jpg

วิกฤตที่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา โลกสูญเสียแนวปะการังไปแล้วเกือบ 50% ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศทางทะเล แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ ความมั่นคงทางอาหาร และการป้องกันชายฝั่งจากคลื่นพายุ บางพื้นที่เริ่มเข้าสู่จุดวิกฤต เช่น ทะเลแคริบเบียน ที่ปะการังบางชนิดถูกประเมินว่า “สูญพันธุ์ในเชิงหน้าที่” (Functionally Extinct) หมายถึงยังคงมีอยู่ในธรรมชาติ แต่ไม่สามารถฟื้นตัวหรือขยายพันธุ์ได้เพียงพอต่อการรักษาระบบนิเวศ

ขณะที่แนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟของออสเตรเลีย สูญเสียพื้นที่ปกคลุมของปะการังไปแล้วราว 15-40% ในหลายพื้นที่ ระหว่างปี 2024-2025

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า สิ่งที่น่ากังวลคือ “อุณหภูมิพื้นฐาน” ของมหาสมุทรในปัจจุบัน สูงจนใกล้เคียงกับระดับสูงสุดในเหตุการณ์ปะการังฟอกขาวครั้งใหญ่เมื่อปี 1998 แล้ว นั่นหมายความว่าหากเอลนีโญรุนแรงเกิดขึ้นจริง โลกอาจกำลังเข้าสู่ภาวะที่แนวปะการังไม่สามารถฟื้นตัวได้ทันอีกต่อไป

เทคโนโลยีช่วยได้ แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด

ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์กำลังทดลองหลายแนวทางเพื่อยื้อชีวิตแนวปะการัง ตั้งแต่การใช้เจลสารอาหาร เทคนิคสร้างร่มเงา ไปจนถึงพันธุวิศวกรรม เพื่อเพิ่มความทนทานต่อความร้อน อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากย้ำตรงกันว่า วิธีเหล่านี้เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว หากโลกยังไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและชะลอภาวะโลกร้อนได้

“สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้ เป็นเพียงการซื้อเวลา”

แมทธิวส์ กล่าว

พร้อมทิ้งท้ายด้วยคำเตือนที่สะท้อนความจริงอันหนักหน่วงของวิกฤตสภาพภูมิอากาศว่า “หากเราไม่จริงจังกับการแก้ปัญหา Climate Change แนวปะการังอย่างที่มนุษย์รู้จัก อาจค่อยๆ หายไปจากโลกใบนี้”

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์