COP31 คืออะไร ทำไมการประชุมครั้งนี้จึงสำคัญ?
ระหว่างวันที่ 9–20 พฤศจิกายน 2569 เมืองอันตัลยา ประเทศตุรกี จะเป็นศูนย์กลางการประชุมด้านสภาพภูมิอากาศครั้งสำคัญของโลก กับการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 31 หรือ COP31 (The 31st Conference of the Parties)
สำหรับ COP เป็นเวทีเจรจาระหว่างประเทศภายใต้อนุสัญญา UNFCCC ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยมีผู้แทนจากประเทศสมาชิกเกือบทั่วโลกเข้าร่วม เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตั้งแต่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ไปจนถึงการสนับสนุนประเทศที่มีความเปราะบางให้สามารถปรับตัวต่อผลกระทบจากโลกร้อน
ความสำคัญของ COP31 ในปีนี้อยู่ที่การขยับจากการกำหนดเป้าหมายและคำมั่นสัญญา ไปสู่การทำให้สิ่งที่แต่ละประเทศเคยตกลงกันเกิดขึ้นจริง ทั้งการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การปรับเปลี่ยนระบบพลังงาน และการสร้างความพร้อมรับมือภัยพิบัติ
อีกหนึ่งความน่าสนใจคือรูปแบบการจัดประชุมที่เป็นความร่วมมือระหว่างสองประเทศ โดยตุรกีรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพและประธาน COP31 ขณะที่ออสเตรเลียรับหน้าที่ประธานการเจรจา นับเป็นรูปแบบการทำงานที่แบ่งบทบาทกันอย่างชัดเจน โดยตุรกีจะขับเคลื่อนวาระการลงมือทำ (Action Agenda) ส่วนออสเตรเลียเป็นผู้นำกระบวนการเจรจาอย่างเป็นทางการ

เปิด 10 วาระ COP31 ที่โลกต้องจับตา
ภายใต้วิสัยทัศน์ COP of the Future หรือ COP แห่งอนาคต การประชุมครั้งนี้ให้ความสำคัญกับการผลักดันการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศในหลายภาคส่วน เพราะวิกฤตโลกร้อนไม่ใช่ปัญหาที่แก้ได้ด้วยการลดคาร์บอนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องปรับเปลี่ยนทั้งระบบเศรษฐกิจ การผลิต การบริโภค และการใช้ทรัพยากร
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) สรุป 10 วาระสำคัญที่น่าจับตา ได้แก่
1. ขยะเหลือศูนย์และการลดก๊าซมีเทน
การลดปริมาณขยะตั้งแต่ต้นทาง การจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ และการลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากหลุมฝังกลบ ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจกสำคัญที่เร่งให้โลกร้อนขึ้น
2. พลังงานสะอาดและการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า
เร่งเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด พร้อมส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าในภาคขนส่ง อุตสาหกรรม และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
3. ความมั่นคงทางอาหารและเกษตรกรรมยั่งยืน
พัฒนาระบบเกษตรกรรมที่รับมือกับสภาพอากาศแปรปรวน ลดผลกระทบต่อเกษตรกร และสร้างความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว
4. การปรับปรุงอุตสาหกรรมสีเขียว
ผลักดันภาคอุตสาหกรรมให้ใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มการใช้วัสดุหมุนเวียนในกระบวนการผลิต
5. มหาสมุทรและท้องทะเล
ให้ความสำคัญกับระบบนิเวศทางทะเล การอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง และการเพิ่มความสามารถในการรับมือกับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ
6. เมืองที่ยืดหยุ่นและเป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ
พัฒนาเมืองให้พร้อมรับมือกับน้ำท่วม คลื่นความร้อน และภัยพิบัติ ผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น พื้นที่สีเขียว และการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างเหมาะสม
7. การมีส่วนร่วมของเยาวชน
เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมกำหนดนโยบายและขับเคลื่อนการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ เพราะพวกเขาคือคนที่จะต้องใช้ชีวิตอยู่กับผลกระทบในระยะยาว
8. ระบบสุขภาพที่ยืดหยุ่น
เตรียมระบบสาธารณสุขให้พร้อมรับผลกระทบจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น มลพิษทางอากาศ และโรคที่มีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
9. การดำเนินงานร่วมกันข้ามภาคส่วน
เชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ นักวิชาการ และประชาชน เพื่อให้การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นได้จริงในทุกระดับ
10. การดำเนินงานตามเป้าหมาย NDC
เร่งขับเคลื่อนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่แต่ละประเทศประกาศไว้ หรือ Nationally Determined Contributions (NDCs) ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
ต้องวัดผลได้ภายในปี 2578
นอกจาก 10 วาระหลักแล้ว อีกประเด็นที่น่าจับตาคือการผลักดันเป้าหมายที่สามารถวัดผลได้ โดยมีข้อเสนอสำคัญที่ต้องการเห็นความคืบหน้าภายในปี 2573 และ 2578 เช่น
• เพิ่มสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าทั่วโลกให้ถึง 35% ภายในปี 2578
• ลดอัตราการเพิ่มขึ้นของปริมาณขยะลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2578
• ลดความเข้มข้นของการใช้พลังงานในอาคารอย่างน้อย 25% ภายในปี 2578
• เพิ่มสัดส่วนการใช้วัสดุหมุนเวียนในภาคการผลิตและโรงงานให้ถึง 15% ภายในปี 2578
• บรรจุเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในหลักสูตรการศึกษาภายในปี 2573 และสร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชนภายในปี 2578
• พัฒนากลไกประสานเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศเข้ากับนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาน้อยที่สุดมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เป้าหมายเหล่านี้สะท้อนว่าการแก้ปัญหาโลกร้อนกำลังขยับเข้าไปอยู่ในทุกมิติของการพัฒนา ตั้งแต่ระบบพลังงานและอุตสาหกรรม ไปจนถึงการศึกษาและการจัดสรรงบประมาณของประเทศ อย่างไรก็ตาม เป้าหมายเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของวาระขับเคลื่อนการดำเนินงาน (Action Agenda) ซึ่งต้องแยกจากผลลัพธ์การเจรจาอย่างเป็นทางการของประเทศสมาชิก และต้องติดตามว่าการประชุมจะสามารถสร้างความร่วมมือและการลงมือทำได้มากน้อยเพียงใด
4 เรื่องใหญ่ในการเจรจา COP31
นอกเหนือจากวาระขับเคลื่อนในภาคส่วนต่าง ๆ ยังมีประเด็นการเจรจาที่จะส่งผลต่อทิศทางการรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศในระดับโลกอย่างมีนัยสำคัญ
1. เงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศ ใครจะจ่ายและเงินจะไปถึงใคร?
ประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากต้องเผชิญผลกระทบจากโลกร้อน ทั้งที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณและทรัพยากรในการรับมือ การจัดหาเงินทุนเพื่อช่วยเหลือประเทศเหล่านี้จึงเป็นประเด็นสำคัญ ตั้งแต่เงินทุนสำหรับลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงการฟื้นฟูความเสียหายจากภัยพิบัติ
สิ่งที่ต้องจับตาคือการผลักดันให้เงินทุนจากประเทศพัฒนาแล้วและแหล่งทุนอื่น ๆ เข้าถึงประเทศที่ต้องการความช่วยเหลือได้จริง ไม่ใช่เพียงคำมั่นสัญญาบนเวทีประชุม
2. การปรับตัวต่อโลกร้อนและการรับมือภัยพิบัติ
เมื่อผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้วเกิดขึ้นถี่และรุนแรงขึ้น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป โลกจำเป็นต้องลงทุนกับระบบเตือนภัย โครงสร้างพื้นฐาน การจัดการน้ำ และการเตรียมความพร้อมของชุมชน
COP31 จึงต้องจับตาการผลักดันเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (Global Goal on Adaptation) รวมถึงการพัฒนาตัวชี้วัดที่ช่วยให้แต่ละประเทศประเมินความก้าวหน้าในการปรับตัวได้ชัดเจนขึ้น
3. การเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม (Just Transition)
การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำไม่ควรสร้างผู้แพ้ในสังคม เพราะการเปลี่ยนแปลงระบบพลังงานและอุตสาหกรรมย่อมส่งผลต่อแรงงาน ผู้ประกอบการ และประชาชนบางกลุ่ม
การพัฒนากลไกสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรมจึงเป็นอีกประเด็นสำคัญ ทั้งการพัฒนาทักษะแรงงาน การสร้างงานสีเขียว และการดูแลกลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบจากการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
4. เป้าหมายลดโลกร้อนจะเดินหน้าได้เร็วแค่ไหน?
การรักษาเป้าหมายจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสยังเป็นโจทย์สำคัญของประชาคมโลก การดำเนินงานตามเป้าหมาย NDC ของแต่ละประเทศจึงต้องมีความชัดเจน โปร่งใส และมีความก้าวหน้าที่ตรวจสอบได้

ประเทศไทยอยู่ตรงไหน? เมื่อความเสี่ยงโลกร้อนใกล้ตัวกว่าที่คิด
สำหรับประเทศไทย การประชุม COP31 ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบต่อทั้งชีวิตความเป็นอยู่ ระบบเศรษฐกิจ และทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ
ข้อมูลจากรายงาน Climate Risk Index 2026 โดย Germanwatch ระบุว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 22 ของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ระหว่างปี 1995–2024 ขณะที่เฉพาะปี 2024 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 17 ของโลก เพิ่มขึ้นจากอันดับที่ 72 ในปี 2022
ดัชนีดังกล่าวพิจารณาจากผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง ทั้งจำนวนผู้เสียชีวิต จำนวนผู้ได้รับผลกระทบ และความเสียหายทางเศรษฐกิจจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเสี่ยงสูงต่อผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
ด้วยปัจจัยด้านภูมิศาสตร์ ระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และสังคม ทำให้หลายพื้นที่ของไทยมีความเปราะบางต่อภัยธรรมชาติ ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง คลื่นความร้อน และความแปรปรวนของฤดูกาล ซึ่งไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อประชาชน แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงภาคเกษตรกรรม ความมั่นคงทางอาหาร ระบบนิเวศ และความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ โจทย์สำคัญของไทยจึงไม่ได้มีเพียงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ต้องสร้างความพร้อมในการรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วควบคู่กันไป
ไทยเตรียมเสนอแผน LT-LEDS ใหม่ มุ่ง Net Zero ปี 2050
หนึ่งในความเคลื่อนไหวสำคัญของประเทศไทยคือการปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (Long-Term Low Emission Development Strategies: LT-LEDS) เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์สภาพภูมิอากาศและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเตรียมเสนอยุทธศาสตร์ฉบับปรับปรุงต่อ UNFCCC ก่อนการประชุม COP31
แนวทางสำคัญคือการใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ควบคู่กับการรักษาความมั่นคงทางพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะแรงงานให้รองรับอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนการดูแลให้ประชาชนกลุ่มเปราะบางสามารถเข้าถึงพลังงานที่มีประสิทธิภาพในราคาที่เหมาะสม
ขณะเดียวกัน คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบกรอบท่าทีของประเทศไทยสำหรับใช้ในการเจรจา COP31 โดย สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะทำหน้าที่หัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุมระดับสูงระหว่างวันที่ 17–18 พฤศจิกายน 2569
กรอบการเจรจาของไทยให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องหลัก ได้แก่
• การรับมือภัยพิบัติ: ผลักดันความร่วมมือด้านเงินทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ เพื่อพัฒนาระบบเตือนภัยและเพิ่มความสามารถในการรับมือกับน้ำท่วม ภัยแล้ง และภัยพิบัติอื่น ๆ
• การเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม: คำนึงถึงผลกระทบต่อเกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย กลุ่มเปราะบาง และผู้ประกอบการ SME ไม่ให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวสร้างภาระเกินความจำเป็น
• การเดินหน้าสู่ Net Zero 2050: ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 พร้อมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจจากการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังต้องการผลักดันหลักความเป็นธรรมในการแก้ปัญหาโลกร้อน โดยเรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วมีบทบาทสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาทั้งด้านเงินทุนและเทคโนโลยี เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้โดยไม่สร้างภาระที่ไม่เป็นธรรมต่อประชาชนและเศรษฐกิจ
COP31 จะเปลี่ยนอนาคตโลกได้แค่ไหน?
สิ่งที่ต้องจับตาจาก COP31 ไม่ใช่เพียงจำนวนประเทศที่ประกาศเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือถ้อยแถลงที่เกิดขึ้นบนเวทีประชุม แต่คือการทำให้ข้อตกลงเหล่านั้นกลายเป็นแผนปฏิบัติการที่มีเงินทุนรองรับ มีเทคโนโลยีเข้าถึงได้ และสามารถวัดผลความก้าวหน้าได้จริง
สำหรับประเทศไทย การประชุมครั้งนี้เป็นทั้งเวทีแสดงจุดยืนด้านสภาพภูมิอากาศ และโอกาสในการผลักดันให้ประเทศเข้าถึงความร่วมมือระหว่างประเทศที่จำเป็นต่อการรับมือภัยพิบัติและเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
เพราะในวันที่โลกเผชิญทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง คลื่นความร้อน และความแปรปรวนของธรรมชาติ การแก้ปัญหาโลกร้อนไม่ใช่เพียงการรักษาเป้าหมายอุณหภูมิบนกระดาษอีกต่อไป แต่คือการทำให้ผู้คน เศรษฐกิจ และระบบนิเวศสามารถอยู่รอดและปรับตัวได้ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว




