ภาพลวงตาของคำว่า “ผ่านสภา”
คนไทยอาจดีใจกับพาดหัวข่าว “วุฒิสภาโหวตผ่านร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด” แต่นี่อาจเป็นแค่ภาพลวงตาภายหลังที่ประชุมวุฒิสภาได้ลงมติวาระ 3 เห็นชอบกับการแก้ไขเพิ่มเติมของคณะกรรมาธิการวิสามัญต่อร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 145 เสียง ไม่เห็นด้วย 4 เสียง และงดออกเสียง 11 เสียง
ตามมาด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจาก เครือข่ายอากาศสะอาด (Thailand CAN) ว่าเนื้อหาที่ผ่านมีการปรับแก้มากกว่า 100 มาตรา จากทั้งหมด 273 มาตรา ซึ่งมีส่วนที่ลดทอนสิทธิของประชาชนและมีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของกฎหมายอย่างรุนแรง จนถูกตั้งคำถามว่ากฎหมายฉบับนี้กำลังถูกบิดจาก “สิทธิที่จะหายใจ” ไปเป็น “หลักประกันความสบายใจของกลุ่มทุน”
SPACEBAR ตามเรื่องนี้ต่อพร้อมชำแหละประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้

เปิดปม “6 ตัด - 2 เพิ่ม - 3 เปลี่ยน” ในร่างฉบับวุฒิสภา
จากการติดตามการพิจารณาปรับแก้ไขในชั้นกรรมาธิการวุฒิสภา เครือข่ายอากาศสะอาด สรุปประเด็นสำคัญที่แสดงถึงทิศทางที่เปลี่ยนแปลงไปจากร่างเดิมของสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ดังนี้
6 ประเด็นที่ถูกตัดออก
• ตัดระบบ PRTR ทำให้ประชาชนไม่มีสิทธิรับรู้ข้อมูลการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษอย่างครบถ้วน ว่าแหล่งกำเนิดใดปล่อยสารชนิดใด ปล่อยเท่าไร และปล่อยเมื่อไร
• ตัดสิทธิขอคุ้มครองชั่วคราว ประชาชนไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวฉุกเฉินกรณีเกิดวิกฤตมลพิษร้ายแรง ทำให้ต้องรอการดำเนินคดีตามขั้นตอนปกติซึ่งอาจสายเกินไปต่อสุขภาพ
• ตัดสิทธิฟ้องคดีแบบกลุ่ม ห้ามองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม คุณภาพอากาศ และสุขภาพ ฟ้องคดีแทนกลุ่มเพื่อเรียกค่าเสียหาย เพิ่มความยากลำบากในการเข้าถึงความยุติธรรม
• ลดบทบาทบอร์ดจังหวัด ตัดบทบาทสำคัญของคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัดในการกำกับโครงการที่อาจก่อมลพิษ เช่น ขั้นตอนการอนุมัติและรายงาน EIA
• ตัดมาตรการ Deposit Refund ยกเลิกระบบฝากไว้ได้คืนออกจากมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ ทำให้สูญเสียเครื่องมือควบคุมขยะและการเผา
• ตัดความรับผิดสถาบันการเงิน ยกเลิกบทบัญญัติที่กำหนดให้ผู้ให้สินเชื่อต้องร่วมรับผิดชอบ หากปล่อยกู้สนับสนุนกิจการที่ก่อมลพิษรุนแรงทั้งในและต่างประเทศ
2 ประเด็นที่ถูกเพิ่มเข้ามา
• เพิ่มโควตาภาคทุนนั่งบอร์ด กำหนดตำแหน่งให้ตัวแทนจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เข้าไปเป็นกรรมการในคณะกรรมการระดับนโยบาย ระดับจังหวัด และคณะกรรมการกองทุน หลายฝ่ายกังวลเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและการครอบงำนโยบาย
• เพิ่มข้อยกเว้นความรับผิด เปิดช่องยกเว้นความรับผิดให้แก่ผู้ก่อมลพิษ ซึ่งส่งผลกระทบทำให้หลักการ “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” อ่อนแอลง
3 ประเด็นที่ถูกเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง
• เปลี่ยนตัวประธานบอร์ดจังหวัด จากเดิมที่เป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ให้กลับไปเป็น “ผู้ว่าราชการจังหวัด” ส่งผลกระทบต่อหลักการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วม
• ลดบทบาทเวทีระหว่างประเทศ เปลี่ยนบทบาทของกระทรวงการต่างประเทศในการจัดการมลพิษข้ามแดนให้แคบลง แม้ปัญหาฝุ่น PM2.5 จะไม่มีพรมแดน
• ลดโทษปรับภาคอุตสาหกรรม ลดอัตราโทษทางอาญาของผู้ก่อมลพิษในภาคอุตสาหกรรมลงมาก ซึ่งโทษปรับที่ต่ำเกินไปอาจทำให้โรงงานยอมจ่ายค่าปรับมากกว่าลงทุนปรับปรุงระบบบำบัดมลพิษ (จากเดิมในร่าง สส. ที่กำหนดโทษปรับสูงสุดสำหรับอุตสาหกรรมที่ระบายมลพิษเกินมาตรฐานในพื้นที่วิกฤตไว้สูงถึง 100 ล้านบาท)
เปรียบเทียบโครงสร้างหลัก
ร่างฉบับ สส. VS ร่างฉบับ สว.แก้ไข

ขั้นตอนตามกฎหมายและกรอบเวลาหลังจากนี้
แม้ร่างกฎหมายจะผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา แต่กระบวนการตรากฎหมายยังไม่เสร็จสิ้น โดยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 137 (3) มีขั้นตอนที่ต้องดำเนินการต่อดังนี้
- ส่งกลับสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาต้องส่งร่างที่แก้ไขปรับปรุงกลับไปให้ สส. พิจารณาว่าจะเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ กับเนื้อหาที่ สว. แก้ไข
- หาก สส. เห็นชอบ สามารถนำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป ซึ่งหากเป็นไปตามแนวทางนี้ คาดว่าจะสามารถประกาศใช้ได้ในช่วงต้นปี 2570 ตามคำแถลงของนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ วุฒิสภา (แถลงเมื่อ 30 มิถุนายน 2569)
- หาก สส. ไม่เห็นชอบ จะต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันของทั้งสองสภา เพื่อพิจารณาหาข้อยุติต่อไป ซึ่งกระบวนการนี้อาจส่งผลให้การประกาศใช้กฎหมายล่าช้าออกไปอีก

บทสรุปของมหากาพย์กฎหมายฉบับนี้ คือการพิสูจน์ว่า “สิทธิในการหายใจ” ของคนไทยจะมีค่ามากกว่าผลประโยชน์ทางธุรกิจและอิทธิพลของกลุ่มทุนหรือไม่ บนเส้นทางสายนี้ ประชาชนไม่ได้ต้องการแค่กฎหมายที่มีชื่อว่า “อากาศสะอาด” หากแต่เราต้องการเครื่องมือที่ทรงพลังพอในการปกป้องปอดและชีวิตของลูกหลาน




