อ.ธรณ์ ไขข้อข้องใจ ‘ฝนรอบใหม่’ น่ากังวลแค่ไหน เผยความเปราะบางที่ควรระวังมากกว่าฝน

30 ก.ย. 2569 - 10:27

  • ฝนระลอกใหม่น่ากังวลแค่ไหน?

  • พื้นที่ท่วมขังเดิมจะระบายหมดภายในกี่วัน หากไม่มีฝนตกหนักซ้ำ

  • มวลน้ำเหนือน้อยกว่าปี 54 แต่ต้องเฝ้าระวังจุดเปราะบาง

อ.ธรณ์ ไขข้อข้องใจ ‘ฝนรอบใหม่’ น่ากังวลแค่ไหน เผยความเปราะบางที่ควรระวังมากกว่าฝน

สถานการณ์น้ำท่วมและฝนตกหนักสะสมยังคงเป็นประเด็นที่คนไทยและชาวกรุงเทพฯ ให้ความสนใจสูงสุด โดยเฉพาะข้อสงสัยที่ว่า มวลน้ำเหนือและฝนใหม่รอบจะกลายร่างเป็นมหาอุทกภัยซ้ำรอยปี 2554 หรือไม่?

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม อาจารย์ประจำคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประเมินสถานการณ์น้ำ โดยสรุปสถานการณ์ผ่าน 3 ประเด็นหลักที่ประชาชนกำลังจับตามอง ดังนี้

826638722_1564122162426580_5860603053008459915_n.jpg

1.ฝนระลอกใหม่

ฝนระลอกใหม่น่ากังวลแค่ไหน? สำหรับความกังวลเรื่องฝนที่จะตกลงมาซ้ำ ดร.ธรณ์ ชี้แจงว่าฝนที่จะเข้ามาในอีก 3–4 วันข้างหน้าเป็น “ฝนตามฤดูกาลปกติ” ไม่ใช่ฝนตกแช่ที่ตกวนอยู่กับที่เหมือนช่วงก่อนหน้าที่ทำให้น้ำฝนในกรุงเทพฯ สูงกว่า 200 มิลลิเมตร เนื่องจากสภาวะอากาศ โดยระบบความกดอากาศเดิมได้เคลื่อนออกไปแล้ว แม้อาจมีฝนตกหนักบางพื้นที่แต่จะไม่ตกแช่ยาวนานเกิน 30 ชั่วโมง

สำหรับทิศทางกลุ่มฝนกลุ่มฝนปกตินี้จะยังคงตกในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก อีกประมาณ 2–3 สัปดาห์ ก่อนที่ลมหนาวจะดันกลุ่มฝนลงสู่ภาคใต้ช่วงครึ่งหลังของเดือนตุลาคม

ส่วนเรื่องของสัญญาณพายุ ปัจจุบันยังไม่มีสัญญาณการก่อตัวของพายุหมุนเขตร้อน โซนร้อน หรือไต้ฝุ่นที่จะเคลื่อนเข้าไทย (พายุลูกล่าสุดมุ่งหน้าไปทางประเทศญี่ปุ่น) ฝนลอกใหม่จึงไม่ได้รุนแรงหรือน่ากลัวเท่าฝนตกแช่ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา

825268290_1635062188083253_3837025020775380961_n.png.jpeg

2. ระยะเวลาการระบายน้ำท่วมขัง 3 ถึง 5 วัน คืนสู่ภาวะปกติ

น้ำที่ยังท่วมขังอยู่ในปัจจุบันจำเป็นต้องใช้เวลาระบายออก เนื่องจากหลายจุดเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่ต้องอาศัยการสูบน้ำไล่ระดับลงสู่คลองก่อนไหลออกสู่ทะเล

สถานการณ์ถนนหลัก สภาพถนนสายหลักส่วนใหญ่แห้งเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงบางจุดที่มีน้ำขัง หากให้ประเมินระยะเวลา ถ้าไม่มีฝนตกหนักเข้ามาซ้ำในพื้นที่ท่วมขังเดิม คาดว่าน้ำจะสามารถระบายหมดได้ภายใน 3-5 วัน (และระบายหมดทั้งระบบภายใน 5 ถึง 7 วัน) ประชาชนจึงสามารถเตรียมการรับมือตามปกติโดยไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกจนเกินไป

Bangkok-is-monitoring-high-tides-from-October-3-6-warning-SPACEBAR-Thumbnail.jpg

3. สถานการณ์มวลน้ำเหนือและจุดเปราะบางที่ต้องเฝ้าระวัง

ส่วนในด้านมวลน้ำเหนือที่ไหลลงมาสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาในขณะนี้มีปริมาณน้อยกว่าและแตกต่างจากมวลน้ำในปี 2554 อย่างชัดเจน สถานการณ์ในเขตกรุงเทพมหานครถือว่าผ่านจุดสูงสุดไปแล้วและอยู่ในระดับที่พอรับมือได้ แต่สิ่งที่เป็นความเสี่ยงจริงไม่ใช่ปริมาณน้ำ หากคือ “ความสมบูรณ์ของโครงสร้างกั้นน้ำ”

“ฝนที่จะเข้ามาในอีก 3-4 วันข้างหน้าเป็นฝนตามฤดูกาลปกติ ไม่ใช่ฝนตกแช่ยาวเกิน 30 ชั่วโมงเหมือนช่วงที่ผ่านมา ...แต่จุดที่ต้องเฝ้าระวังที่สุดไม่ใช่ปริมาณฝน ควรเป็นห่วงคันกั้นน้ำ กำแพงหมู่บ้านที่ไม่ได้ถูกออกแบบมารับแรงดันน้ำ”

— — ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

คันกั้นแม่ที่น้ำสายหลัก คือจุดที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ทั้งแนวคันกั้นน้ำตลอดแม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำป่าสัก อบต. และหน่วยงานท้องถิ่นต้องจัดเวรยามตรวจเช็คตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะในช่วง 3–7 วันนี้ เพราะหากคันกั้นน้ำพังทลายลงจะแก้ไขได้ยากมาก เหมือนปี 2554 ที่คันกั้นน้ำพังเสียหายกว่า 20 จุดจนควบคุมมวลน้ำไม่ได้

กำแพงหลังหมู่บ้านจัดสรรเป็นจุดตายที่มองข้ามย้ำต้องเฝ้าระวังกำแพงหรือผนังหลังหมู่บ้านจัดสรร เนื่องจากสร้างขึ้นเพื่อป้องกันขโมย ไม่ได้ออกแบบมารับแรงดันน้ำ (Hydrostatic Pressure) หากน้ำในคลองหลังหมู่บ้านดันสูงจนกำแพงพัง น้ำจะทะลักเข้าหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว

พื้นที่วิกฤตภาคตะวันออก

พื้นที่ที่น่าเป็นห่วงและมีสถานการณ์หนักคือ นครนายก ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา (แปดริ้ว) จากปริมาณฝนที่ตกหนัก โดยเฉพาะท้ายเขื่อนขุนด่านปราการชลซึ่งมีปริมาณน้ำกักเก็บสูงถึง 98% ของความจุประชาชนในพื้นที่ท้ายเขื่อนต้องเตรียมพร้อมรับมืออย่างเข้มงวด

บทวิเคราะห์: เมื่อภัยพิบัติกลายเป็น “ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง” ของไทย

การประเมินสถานการณ์เฉพาะหน้าของ ดร.ธรณ์ สอดรับอย่างนัยสำคัญกับข้อมูลเชิงโครงสร้างระดับโลกจากรายงาน Climate Risk Index 2026 (CRI 2026) โดยสถาบัน Germanwatch ซึ่งระบุว่า ประเทศไทยขยับอันดับความเสี่ยงจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather Events) พุ่งขึ้นรวดเดียว 52 อันดับ ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 17 ของโลก (จากอันดับที่ 69 ในปี 2023)

ขณะเดียวกัน ดัชนีความเสี่ยงระยะยาว 30 ปี (1995–2024) ของไทยก็เลื่อนขั้นแย่ลงสู่อันดับที่ 22 ของโลก ตอกย้ำว่าวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้กลายเป็น “ปัญหาเรื้อรัง” ที่มีผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้ง

โครงสร้างเมืองเดิมรับมือสภาพอากาศสุดขั้วไม่ได้ ตัวอย่างกำแพงหมู่บ้านจัดสรรหรือคันกั้นน้ำชั่วคราว สะท้อนว่าสิ่งก่อสร้างในอดีตไม่ได้ถูกออกแบบมารองรับแรงดันน้ำจากฝนสะสมสภาวะโลกร้อน

กระทบเศรษฐกิจและกลุ่มคนเปราะบาง สภาพอากาศสุดขั้วส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการเกษตร การท่องเที่ยว และกลุ่มคนเปราะบางริมน้ำที่มีความสามารถในการฟื้นตัวจำกัด

ในระยะสั้น คนกรุงเทพฯ และภาคกลางสามารถคลายความกังวลได้ว่าสถานการณ์จะไม่รุนแรงเท่าปี 2554 และปริมาณน้ำขังจะค่อยๆ ระบายหมดไปภายใน 3-5 วัน หากไม่มีฝนใหม่ตกซ้ำ อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวทุกภาคส่วนต้องไม่ประมาท และจำเป็นต้องยกเลิกการแก้ไขปัญหาแบบชั่วคราว เปลี่ยนไปสู่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้มีความยืดหยุ่น (Resilience) เพื่อรับมือกับความเสี่ยงเชิงโครงสร้างจากภาวะโลกร้อนที่กำลังรุนแรงขึ้นทุกปี

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์