รัฐถังแตก? แต่แบก 'กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน' น้ำเงิน 'เดินเกมลึก' ผูกขาด 'อำนาจท้องถิ่น'

25 ก.ค. 2569 - 12:38

  • 'ภูมิใจไทย' เดินเกมสร้าง 'รัฐเครือข่ายอุปถัมภ์' อัดงบเลี้ยง 'กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน' ปลดล็อก 2 กติกา ปูทาง 'ทายาทบ้านใหญ่' อยู่ยาว สวนทางนโยบาย 'ตัดสวัสดิการคนจน'

  • ภายหลัง 'พิกิฏ ศรีชนะ' สส.ยโสธร ภท. เสนอเพิ่มค่าตอบแทนและบำนาญให้ 'กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน' พร้อมปกป้องให้อยู่ยาวจนเกษียณฯ 60 ปี ซึ่งถูกมองว่าเพื่อ 'รักษาฐานเสียง' ระดับรากหญ้า ไว้หรือไม่?

รัฐถังแตก? แต่แบก 'กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน' น้ำเงิน 'เดินเกมลึก' ผูกขาด 'อำนาจท้องถิ่น'

ท่ามกลางสถานการณ์ทางการคลังของประเทศปี 2569 ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย 

ฉากทัศน์การเมืองไทยได้ปรากฏภาพสะท้อนความย้อนแย้งของ พรรคภูมิใจไทย ขณะที่ด้านหนึ่ง รัฐบาลจำต้องดำเนินนโยบายรัดเข็มขัดอย่างเข้มงวดเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลัง 

แต่อีกด้านหนึ่ง พรรคภูมิใจไทย กลับเดินหน้าจัดสรรทรัพยากรของรัฐและกรุยทางกฎหมายเพื่อสถาปนาความมั่นคงให้แก่กลุ่ม "กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน" และเครือข่าย "บ้านใหญ่" ทั่วประเทศอย่างเป็นระบบ

ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ท่ามกลางวิกฤตงบประมาณที่รัฐบาลอ้างว่าจำเป็นต้องตัดลดงบส่วนต่างๆ คุมเข้มสวัสดิการประชาชนคนยากคนจน ด้วยการเฟ้นหาคนที่ได้รับ บัตรสวัสดิการของรัฐ ต้องพิสูจน์ความจน ทรัพยากรแผ่นดินกลับอาจถูกผันไปใช้เป็น "ค่าใช้จ่ายเครือข่ายอุปถัมภ์" เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงทางการเมืองในระยะยาว

งบประมาณถดถอย แต่หัวคะแนนต้องอิ่ม

ในขณะที่ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 กำลังขะมักเขม้นกับการตัดลดงบประมาณของหน่วยงานราชการต่างๆ ที่มีความซ้ำซ้อนเพื่อประหยัดเงินแผ่นดิน 

ล่าสุดพบว่า พิกิฏ ศรีชนะ อดีต สส.ยโสธร ในฐานะหนึ่งในกรรมาธิการงบประมาณ พรรคภูมิใจไทย กลับเดินสวนทางกับทิศทางการปฏิรูปการคลัง

พิกิฏ ได้เสนอให้ กรมการปกครอง จัดสรรงบประมาณเพื่อเพิ่มค่าตอบแทนและสวัสดิการให้แก่ "กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน" ทั่วประเทศ โดยอ้างว่าค่าตอบแทนเฉลี่ยในปัจจุบันไม่ถึง 10,000 บาทต่อเดือน ทำให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่ไม่สามารถดำรงชีพอยู่ได้หากไม่มีใจเสียสละ 

ยิ่งไปกว่านั้น พิกิฏ ยังได้เสนอให้มี "ระบบบำนาญหลังเกษียณฯ" สำหรับกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนใน "ระบบราชการส่วนท้องที่"

นอกจากมิติเรื่องตัวเงินแล้ว พิกิฏยังได้แสดงจุดยืน คัดค้านแนวคิดการปฏิรูปที่เสนอให้มีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านทุกๆ 4 ปี ตามที่มีการอภิปรายกันในชั้นกรรมาธิการ 

โดยอ้างเหตุผลว่า "นักปกครองที่ดีต้องมีความต่อเนื่องในการทำงาน" เมื่อย้อนไปดูการปกป้องตำแหน่งกำนันและผู้ใหญ่บ้านให้อยู่ยาวจนถึงอายุเกษียณ 60 ปีนี้ เป็นมรดกเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึกมาตั้งแต่ปี 2551

ขณะที่ ยุครัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ในปี 2560 ที่พยายามจะลดวาระของกำนันเหลือ 5 ปี และประเมินผลงานผู้ใหญ่บ้านทุก 3 ปี แต่ไม่ได้ผลและเงียบหายลงไปในที่สุด

การปกป้องสถานภาพ "อยู่ยาวจนเกษียณฯ" ของกลุ่มปกครองท้องที่นี้ มิใช่เรื่องของประสิทธิภาพการบริหารงานสาธารณะ แต่เป็นยุทธศาสตร์การเมืองเรื่องการรักษา "ฐานเสียงระดับรากหญ้า"

เนื่องจากกำนันและผู้ใหญ่บ้านทำหน้าที่เป็น "ผู้นำตามธรรมชาติ-ผู้มีบารมีในพื้นที่" ดังนั้นการผูกขาดอำนาจของกำนันและผู้ใหญ่บ้านยาวนานจนถึงอายุ 60 ปี จึงอาจเอื้อให้ "เครือข่ายอุปถัมภ์ระดับล่าง" ทำงานให้ "นักการเมืองระดับชาติ" ได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

"ฐานอำนาจบ้านใหญ่" ผ่าน "กฎหมายท้องถิ่น" ฉบับภูมิใจไทย

เมื่อขยายจาก ระดับหมู่บ้าน ขึ้นมาสู่ ระดับตำบลและเทศบาล จะพบพฤติการณ์เชิงรุกของ พรรคภูมิใจไทย ในการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

พรรคภูมิใจไทย ได้ผลักดันร่างแก้ไข พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล รวมถึงกฎหมายเทศบาล โดยมีสาระสำคัญที่สร้างแรงสั่นสะเทือนวงการท้องถิ่น 2 ประการหลัก

  1. การยกเลิกข้อจำกัดวาระการดำรงตำแหน่ง จากเดิมที่กฎหมายกำหนดให้ นายก อบต. และนายกเทศมนตรีดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้ไม่เกิน 2 วาระ (รวม 8 ปี) เพื่อป้องกันการผูกขาดอำนาจ ร่างกฎหมายฉบับใหม่เสนอให้สามารถดำรงตำแหน่งติดต่อกันกี่วาระก็ได้ยาวๆ โดยไม่มีข้อจำกัด
  2. การปรับลดเกณฑ์อายุขั้นต่ำของผู้สมัคร โดยปรับลดคุณสมบัติด้านอายุของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายก อบต. และนายกเทศมนตรี จากเดิมต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี ลงเหลือเพียง 25 ปี

ในเชิงประวัติศาสตร์การเมืองไทย การจำกัดวาระ 8 ปี เคยเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมประชาธิปไตยระดับฐานราก ป้องกันไม่ให้เกิดสภาวะ "เจ้าพ่อท้องถิ่น" หรือการฝังรากลึกของอิทธิพลตระกูลใดตระกูลหนึ่ง 

การที่พรรคภูมิใจไทยเสนอปลดล็อกให้สามารถครองเก้าอี้ได้โดยไม่มีกำหนดวาระ ประกอบกับการลดอายุผู้สมัครเหลือเพียง 25 ปี จึงถูกวิเคราะห์ว่าเป็น "การปูพรมแดง" ให้แก่ "ลูกหลาน-ทายาทรุ่นใหม่" ของ "บ้านใหญ่" ทั่วประเทศ

ทายาทนักการเมืองรุ่นเยาว์ที่เพิ่งสำเร็จการศึกษา สามารถก้าวเข้าสู่สนามการเมืองท้องถิ่น ครองเก้าอี้ผู้บริหาร อบต. หรือเทศบาลตั้งแต่อายุยังน้อย และดำรงตำแหน่งต่อไปได้ยาวนาน 

กลไกนี้ทำให้การส่งผ่าน "อำนาจทางการเมือง-งบประมาณ" ภายในตระกูลเป็นไปอย่างราบรื่น ปิดโอกาสการเติบโตของ "นักการเมืองหน้าใหม่" ที่ไม่มีฐานทุนและเครือข่ายอุปถัมภ์ของตระกูลเดิม

3 ทายาทบ้านใหญ่ ในรั้ว "มหาดไทย"

การจัดสรรตำแหน่งทางการเมืองในระดับ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2, มท.3, มท.4) ทั้ง 3 คนในยุครัฐบาลอนุทิน คือภาพตัวแทนของ "ทายาทบ้านใหญ่" ที่เข้ามารับไม้ต่อทางการเมืองอย่างเป็นทางการ

ไม่ว่าจะเป็น พลพีร์ สุวรรณฉวี (มท.2) บุตรชายคนโตของ ไพโรจน์ สุวรรณฉวี อดีตรัฐมนตรีและแกนนำกลุ่มโคราช พรรคเพื่อแผ่นดิน กับ ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี อดีตนายก อบจ.นครราชสีมา 

พลพีร์ คุมกรมที่ดิน และ กรมการพัฒนาชุมชน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีงบประมาณและรับผิดชอบจัดการที่ดินทำกิน และกองทุนชุมชนทั่วประเทศ

ขณะที่ เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ (มท.3) หลานชายสายตรงของ ชาดา ไทยเศรษฐ์ และเป็นบุตรชายของ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ แกนนำผู้กว้างขวางแห่ง ลุ่มน้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี 

เจเศรษฐ์ เข้ามากำกับดูแลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งทำหน้าที่จัดสรรงบภัยพิบัติและการจัดซื้อเครื่องจักรกลบรรเทาสาธารณภัยทั่วประเทศ

วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ (มท.4) ทายาทกลุ่มทุนประมงรายใหญ่ และบ้านใหญ่แห่ง จังหวัดสตูล วรศิษฎ์ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นโดยตรง ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่ควบคุมดูแล อบจ., อบต. และ เทศบาล ทั่วประเทศ

"ภาษีบ้านเกิดเมืองนอน" ท่อน้ำเลี้ยง-กระจายงบสู่ "บ้านใหญ่"

จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่มาเติมเต็มความสมบูรณ์ของ "ระบบนิเวศการเมืองบ้านใหญ่" คือการผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติจัดระบบภาษีเงินได้และการบริจาคเงินเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น หรือที่พรรคภูมิใจไทยใช้ชื่อว่า "ภาษีบ้านเกิดเมืองนอน" 

ซึ่งกำหนดให้ผู้เสียภาษีสามารถระบุให้ผันเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลจำนวน 30% กลับคืนสู่ท้องถิ่นตามที่ตนประสงค์ได้โดยตรง

แม้ว่านโยบายดังกล่าวจะได้รับแรงบันดาลใจจากระบบ Furusato Nozei ของประเทศญี่ปุ่นเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ 

แต่เมื่อนำมาปรับใช้ในบริบทของการเมืองไทยที่มีโครงสร้างแบบบ้านใหญ่และระบบอุปถัมภ์ อาจารย์ด้านรัฐศาสตร์อย่าง รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว ได้ตั้งข้อสังเกตและแสดงความกังวลว่า นโยบายนี้จะกลายเป็นเครื่องมือในการผันงบประมาณแผ่นดินเข้าสู่มือของกลุ่มอิทธิพลท้องถิ่นอย่างถูกกฎหมาย

นโยบายนี้จึงมิใช่การกระจายอำนาจทางการคลังที่แท้จริง แต่เป็นการเปลี่ยนทิศทางการไหลของงบประมาณแผ่นดินจากการกระจายตามความจำเป็นเชิงโครงสร้างของประเทศ ไปสู่การจัดสรรตามอำนาจต่อรองและการชักจูงของกลุ่มทุนและบ้านใหญ่ในแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะยิ่งทำให้ระบบอุปถัมภ์ในท้องถิ่นเข้มแข็ง และยากแก่การตรวจสอบตรวจสอบยิ่งขึ้น

การเปรียบเทียบพฤติการณ์และการผลักดันกฎหมายของรัฐบาลยุคพรรคภูมิใจไทย จึงสะท้อนถึงสภาวะย้อนแย้งเชิงนโยบาย

ในขณะที่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยต้องเผชิญกับเกณฑ์คัดกรองอันเข้มงวดของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อความอยู่รอดทางการคลังของประเทศ และรัฐบาลหลีกเลี่ยงที่จะดำเนินนโยบายภาษีก้าวหน้าอย่าง Negative Income Tax เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ 

อีกทั้ง เครือข่ายอุปถัมภ์ ตั้งแต่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ไปจนถึง ผู้บริหารท้องถิ่น และ ตระกูลบ้านใหญ่ระดับชาติ อาจได้รับเงินงบประมาณและการปลดล็อกกฎหมาย เพื่อสร้างความมั่นคงในอำนาจอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

การกระทำเช่นนี้ เปรียบเป็นการสถาปนา "รัฐเครือข่ายอุปถัมภ์" ที่ไม่ได้กระจายอำนาจที่แท้จริง และตอกย้ำว่าในสายตาของรัฐบาลชุดนี้ "เสถียรภาพพรรค-เครือข่ายหัวคะแนน" มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าปากท้องและสวัสดิภาพของประชาชน

อ้างอิง

decode /prachatai / ethesisarchive / archive / elect /

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์