ประชามติรัฐธรรมนูญ ไม่ไปใช้สิทธิ-เสียสิทธิยาว 2 ปี

6 ม.ค. 2569 - 03:17

  • การเลือกตั้งพร้อมการทำประชามติครั้งแรกของการเมืองไทย

  • กระแสส่วนใหญ่สนใจการเลือกตั้ง แต่ไม่ใส่ใจการลงประชามติ

  • ไม่ใช่ใช้สิทธิประชามติ จะถูกตัดสิทธิทางการเมืองนาน 2 ปี

ประชามติรัฐธรรมนูญ ไม่ไปใช้สิทธิ-เสียสิทธิยาว 2 ปี

ปิดการลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตและนอกราชอาณาจักรไปแล้ว หลังเปิดให้ลงทะเบียนสั้นๆ เพียง 3 วัน ในระหว่างวันที่ 3-5 มกราคมที่ผ่านมา โดยมียอดลงทะเบียนรวม 620,476 คน แยกเป็นนอกเขต 574,719 คน  นอกราชอาณาจักร 45,757  คน

เมื่อเทียบกับยอดลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าในเขต นอกเขต นอกราชอาณาจักร รวม 1,531,729  คน แบ่งเป็นในเขต 5,063  คน  นอกเขต 1,420,850  คน และนอกราชอาณาจักร 105,816 คน จะมีส่วนต่างอยู่ จำนวน 911,253 คน

นั่นเท่ากับในวันเลือกตั้งจริง ที่เป็นวันออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญ จะมีผู้ที่ลงทะเบียนขอใช้สิทธิลงคะแนนล่วงหน้าไว้และไม่ได้ลงทะเบียนใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตไว้สูงถึง 9 แสนกว่าคน

พูดง่ายๆ คือ ให้ความสนใจเฉพาะการเลือกตั้ง สส. แต่ไม่สนใจหรือไม่สะดวกที่จะไปออกเสียงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันเดียวกับการเลือกตั้ง

การเลือกตั้งให้ลงคะแนนล่วงหน้าได้ แต่ประชามติ‘ไม่มี’ ออกเสียงล่วงหน้า

ดังนั้น การไม่ไปออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญ ที่ถามว่า ‘ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่’ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด หลังเลือกตั้งภายใน 7 วัน ต้องแจ้งเหตุที่ไม่ไปออกเสียง เพื่อรักษาสิทธิทางกฎหมายไว้

เนื่องจาก พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ใช้เกณฑ์เดียวกับการออกเสียงเลือกตั้ง ที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้มีสิทธิ ซึ่งหากไม่ไปทำหน้าที่ก็จะทำให้‘เสียสิทธิ’ทางกฎหมาย ได้แก่ การสมัครรับเลือกตั้งทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น รวมถึงการดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่างๆ ในทุกระดับ

หรือแม้แต่การสมัครเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่ ก็จะถูกตัดสิทธิไปด้วยเช่นกัน

นอกจากนั้น ในวรรคท้ายของมาตรา 24 พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ยังกำหนดเอาไว้ว่า

‘การจำกัดสิทธิตามวรรคหนึ่งให้มีกำหนดเวลาครั้งละสองปีนับแต่วันออกเสียงครั้งที่ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง และหากในการออกเสียงครั้งต่อไปผู้นั้นไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงอีกให้นับเวลาการจำกัดสิทธิครั้งหลังนี้โดยนับจากวันที่มิได้ไปใช้สิทธิออกเสียงครั้งใหม่ หากกำหนดเวลาการจำกัดสิทธิครั้งก่อนยังเหลืออยู่เท่าใดให้กำหนดเวลาจำกัดสิทธินั้นสิ้นสุดลง’

เงื่อนไขที่กำหนดไว้ในวรรคท้ายนี้ จะเป็นการใช้กฎหมายจำกัดสิทธิที่แตกต่างไปจากการเลือกตั้ง เพราะกำหนดกรอบเวลาตัดสิทธิไว้เป็นเวลา ‘สองปี’  นับแต่วันที่ไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง

นั่นคือ ตลอดสองปีจะถูกกฎหมายล่ามไว้ ไม่สามารถไปสมัครรับเลือกตั้งหรือดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ได้ ซึ่งต่างจากการเลือกตั้ง ที่จะได้สิทธิทางกฎหมายที่เสียไปกลับคืนทันที หลังไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่มีขึ้นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นในระดับใด

เพราะฉะนั้น จึงต้องย้ำถึงการออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นครั้งประวัติศาสตร์อย่างเดียว แต่ยังจะส่งผลในทางกฎหมายกับผู้ที่ไม่ไปออกเสียงและไม่ได้แจ้งเหตุรักษาสิทธิทางกฎหมายไว้ จะต้องถูกจองจำทางกฎหมายไว้นานถึงสองปีเลยทีเดียว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์