สัญญาณจากสงขลา กระแสไม่ทนทุนเทาจุดติด

5 ม.ค. 2569 - 02:12

  • กระแสต่อต้าน "ทุนเทา" อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่พลิกโผผลการเลือกตั้ง 2569

  • ปรากฏการณ์นี้สวนทางกับการคาดการณ์เดิมที่มองว่าการเมืองแบบบ้านใหญ่จะกลับมาครองอำนาจ

  • หากกระแส "ไม่ทนทุนเทา" ลุกลามทั่วประเทศ อาจส่งผลให้การเลือกตั้งครั้งนี้

สัญญาณจากสงขลา กระแสไม่ทนทุนเทาจุดติด

เลือกตั้ง 2569 ที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เดิมมองกันว่าคงเป็นประชาธิปไตยแบบบ้านใหญ่ ที่จะหวนกลับคืนมาอีกครั้ง หลังกระแสพรรคใหม่ คนรุ่นใหม่ แผ่วลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อผ่านมาระยะหนึ่ง กาลเวลาได้ทำหน้าที่พิสูจน์ว่า

คนรุ่นใหม่ ไม่สามารถสร้างความหวังนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้อย่างที่คิด

ทำให้ถนนทุกสายของคนการเมืองที่เป็นนักเลือกตั้ง ต่างพากันมุ่งหน้าสู่พรรคการเมืองประเภทดินดำ น้ำชุ่ม มีทรัพยากรมหาศาล มากพอให้ตัวเองกลับเข้าสู่สภาได้ โดยอาศัย "กระสุน" เป็นหลัก ไม่หวังอิงกระแสใด ๆ

ต่อมาแม้จะมีกระแสชาตินิยมเกิดขึ้น แต่ก็เป็นเพียงสายลมพัดแผ่ว ที่อาจส่งผลเฉพาะกับบางพรรคเท่านั้น ไม่ถึงขั้นก่อตัวเป็นพายุใหญ่พอให้สร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ ในทางกลับกันอาจเป็น "บูมเมอแรง" ตีกลับด้วยซ้ำไป

หากโหนกระแสชาตินิยมเกินงาม จนทำให้คนหมั่นไส้ กลายเป็นการเอาเปรียบคู่แข่งขัน

แต่จากผลโพลล่าสุด ที่ จ.สงขลา ทำให้ได้เห็นสัญญาณการกลับมาของกระแสการเมืองอีกครั้ง เมื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคประชาธิปัตย์ สามารถนำพาตัวเองก้าวขึ้นสู่ความนิยมอันดับหนึ่ง ด้วยคะแนนแบบก้าวกระโดด ทิ้งห่างหัวหน้าพรรคคนอื่น ๆ และพรรคการเมืองอื่นแบบไม่เห็นฝุ่น

ทั้ง "น้ำเงิน-ส้ม-เขียว" ที่หวังจะยึดเก้าอี้ สส.สงขลา เอาไว้ ต่างมีคะแนนตามหลังกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจจะเลือกใครหรือยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ด้วยซ้ำ

แม้จะเป็นผลสำรวจเฉพาะ จ.สงขลา แต่ด้วยความเป็นหัวเมืองใหญ่ของภาคใต้ จึงน่าจะเป็นภาพสะท้อนความรู้สึกของประชาชนผู้ลงคะแนนได้บ้าง โดยเฉพาะอารมณ์เบื่อหน่ายการเมืองแบบเดิม ๆ และกลุ่มทุนสีเทาที่ถูกพูดถึงอย่างมาก

กระแสปฏิเสธ ประชาธิปไตยสแกมเมอร์ ไม่ให้ "ทุนเทา" ยึดครองประเทศ จึงน่าจะเริ่มจุดติด

ดังนั้น สิ่งที่ประเมินกันไว้เดิมว่า ประชาธิปไตยแบบบ้านใหญ่ จะกลับมาผงาดอีกครั้ง ก็คงไม่เป็นจริงเสมอไป ดีไม่ดีกลุ่มนักการเมืองบ้านใหญ่ กลุ่มที่อิงกับทุนสีเทา และบรรดาวัยรุ่นสร้างตัว 888 อาจถูกกวาดตกเวทีการเมืองจากกระแสไม่เอาทุนเทาในการเลือกตั้งหนนี้

หากกระแส "ไม่ทนทุนเทา" จากหัวเมืองปักษ์ใต้ เป็นไฟลามทุ่งลุกลามไปทั่วประเทศได้ นอกจากจะให้บทเรียน สั่งสอนนักการเมืองบ้านใหญ่แล้ว ยังปกป้องบ้านเมืองให้แคล้วคลาดจากกลุ่มทุนสีเทาเข้ามายึดครองได้ด้วย

ส่วนจะมีพรรคการเมืองไหน ได้เสียจากกระแสไม่เอาทุนเทาบ้างนั้น หากเทียบฟอร์มพรรคการเมืองหลัก ๆ ที่นักวิเคราะห์ว่ากันไว้ก่อนหน้านี้ พรรคภูมิใจไทย(ภท.) ยังคงเป็นเต็งหนึ่งถูกจับตามองมากที่สุด ในฐานะที่มีความโดดเด่นเรื่องการเป็นรัฐบาลรักษาการ และมีความพร้อมด้านทรัพยากรสูง

ในขณะที่พรรคประชาชน(ปชน.) ซึ่งเป็นคู่ชิงอันดับหนึ่ง แม้จะเป็นคนจุดประเด็นไม่เอาทุนเทา แต่เมื่อผู้สมัครของพรรคถูกจับเรื่องฟอกเงิน ก็ทำให้เกิดอาการเครื่องรวน แถมถูกวาทะกรรม "มีทหารไว้ทำไม" ตามไล่ล่า จึงทำให้ส่งผลต่อกระแสที่เคยเป็นลมใต้ปีกในการเลือกตั้งหนก่อนหดหายลงไปเยอะ

รอพิสูจน์จากผลการเลือกตั้งในเขตทหารเที่ยวนี้ จะยังชนะได้คะแนนเป็นกอบเป็นกำอีกหรือไม่

สำหรับพรรคสีส้ม เลือกตั้งเที่ยวนี้นักวิเคราะห์มองว่า คะแนนบัญชีรายชื่อทั่วประเทศที่เคยได้ 14 ล้านเสียง นอกจากจะไปไม่ถึง 20 ล้านเสียง ตามที่แกนนำพรรคประเมินไว้ เพื่อให้ได้สส.ถึง 250 ที่นั่งแล้ว อย่างมากคงเหลือครึ่งหนึ่งหรือ 7 ล้านเสียง จากที่เคยได้ในปี 2566

เท่ากับปิดประตูแลนด์สไลด์ ฝันตั้งรัฐบาลพรรคเดียวของพรรคส้มก็สลาย

ด้านพรรคเพื่อไทย จากที่เคยเป็นรัฐบาลมาสองปี มีนายกรัฐมนตรีถึงสองคน แต่กลับไม่สามารถผลักดันนโยบายใดๆ ได้สำเร็จ ดังนั้น การขอโอกาสกลับมาใหม่จึงเป็นเรื่องยาก ซึ่งในสายตานักวิเคราะห์มองว่า อย่างมากคงเป็นได้แค่พรรคตัวแปร ที่มีเสียงอยู่ระหว่าง 50-80 ที่นั่งเท่านั้น

อีกพรรคคือ "กล้าธรรม" ศูนย์รวมบ้านใหญ่ที่ไม่อิงกับกระแสใด ๆ น่าจะได้รับแรงกระแทกมากกว่าใคร เพราะระดับแกนนำคนสำคัญมีชื่อไปเชื่อมโยงกับตัวละครในเครือข่ายสแกมเมอร์ แถมคนในพรรคยังถูก ปปง.อายัดทรัพย์อีกต่างหาก

สุดท้าย พรรคประชาธิปัตย์ มองจากผลโพลที่สงขลา นอกจากจะกลับมาทวงคืนที่มั่นในหัวเมืองภาคใต้แล้ว ยังจะส่งผลให้สามารถทวงคืนเก้าอี้ในอีกหลายจังหวัดของภาคใต้ได้ รวมทั้ง สนามกทม.ก็ย่อมมีโอกาสกลับมาผงาดได้อีกเช่นกัน

หากสัญญาณจากสงขลาเป็นจริง กระแสไม่ทนทุนเทาถูกจุดติด พรรคไหนจะขี่กระสุนฝ่ากระแส คงต้องออกแรงกันมากหน่อย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์