เพิ่งผ่านการเลือกตั้งใหญ่ไม่ทันถึงสามเดือน รัฐบาลชุดใหม่ก็เข้าบริหารประเทศได้เพียงสองสัปดาห์ แต่ความรู้สึกต่อพรรคการเมืองของประชาชน เริ่มเกิดอาการวูบวาบ สั่นคลอน ศรัทธาถดถอย เหลือไม่เท่าเดิม
เริ่มจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) หรือพรรคสีน้ำเงิน ที่เป็นขวัญใจคนชั้นกลาง จนคว้าแชมป์เลือกตั้ง ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอยู่เวลานี้ ความรู้สึกในช่วงที่เป็นรัฐบาลเวลาสองเดือนเศษ กับสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ห่างกันลิบลับคนละโยชน์
ช่วงที่เป็นรัฐบาล ‘อนุทิน 1’ อะไรก็ดูดีไปหมด โดยเฉพาะตัวผู้นำ อนุทิน ชาญวีรกูล อยู่ในแวดวงการเมืองมานาน ผ่านประสบการณ์บริหารบ้านเมืองมาก็มาก มีความเด็ดขาด กล้าตัดสินใจ ไม่ยอมอ่อนข้อให้กับเพื่อนบ้านที่ทำตัวเป็นศัตรู
แถมได้คนนอกที่เป็นมืออาชีพเข้ามาเสริมทัพอีกต่างหาก
ที่ต่อมาคนเหล่านั้น ได้รับการขนานนามว่า ‘3 แม่ครัว’ นำพาชัยชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายมาให้ กระโดดค้ำถ่อจากการเป็นพรรคขนาดกลาง 71 เสียง เติบโตเป็นพรรคใหญ่ 192 เสียง ในชั่วเวลาพริบตา
แต่พอมาเป็นรัฐบาล ‘อนุทิน 2’ โชคร้ายก็มาเยือนพรรคสีน้ำเงิน เมื่อเกิดสงครามในตะวันออกกลาง มีปัญหาน้ำมันขาดแคลน ทั้งราคาแพงและปั๊มไม่มีน้ำมันให้เติม ต้องปันส่วนเติมครั้งละ 300-500-1,000 บาท
ทั้งยังปล่อยให้กักตุนน้ำมันหาประโยชน์บนความเดือดร้อนชาวบ้านตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปถึงปลายน้ำ ศรัทธาที่สั่งสมมาแบบโชคช่วยพลอยหล่นหาย กลายเป็นกึ่งๆ วิกฤติศรัทธา เลิกเห่อมืออาชีพ เพราะไม่ผ่านด่านทดสอบการบริหารงานในช่วงวิกฤติ
จากการยัดข้อหากักตุนน้ำมันให้ประชาชนในช่วงน้ำมันขาดแคลน มาถึงการแสดงอาการถ่มถุยบนเวทีงานสงกรานต์ จ.ชุมพร มีผลทำให้ความรู้สึกดีๆ ในตัวผู้นำของประชาชนหล่นหาย เหลือไม่เท่าเดิม
นาทีนี้กระแสพรรคสีน้ำเงิน จึงอยู่ในภาวะที่ซวนเซ ส่วนจะยืนระยะได้ขนาดไหน คงไม่มีใครกล้ารับประกัน เพราะยังมีมรสุมอีกหลายลูกรออยู่
ถัดมาพรรคประชาชน (ปชน.) หรือพรรคส้ม ชั่วโมงนี้กำลังเจอพระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรกเข้าเต็มๆ ไหนจะปัญหาค้างเก่ากรณี 44 สส.ที่ศาลฎีกานัดพิจารณาคำร้อง ป.ป.ช.ในวันศุกร์ที่ 24 เมษายนนี้ ซึ่งไม่รู้จะออกหัวออกก้อยอย่างไร
แต่ในระหว่างการจัดทัพใหม่ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น กลับมีปัญหาเกิดขัดลำกล้องขึ้นในระดับแกนนำ มีการนำเรื่องภายในมาวิจารณ์ผ่านสื่อกันมากขึ้น ซึ่งผิดวิสัยการอยู่ร่วมกันมาที่มักใช้วิธีวิจารณ์กันเองภายในมากกว่า ขณะที่มีแกนนำบางคน ถือโอกาสตัดช่องน้อย ลาออกจากพรรคไปในสถานการณ์นี้ด้วย
‘พรรคส้ม’ วันนี้แม้จะยังเป็นตัวเลือกที่ประชาชนฝากความหวังเอาไว้อยู่ หลังผิดหวังซ้ำซากกับพรรคการเมืองเก่าๆ ที่เคยเลือก แต่พรรคส้มก็ต้องไปชำระสะสางปัญหาภายในให้ได้ก่อน โดยเฉพาะปัญหาปูริตบูโร ที่ผูกขาดการนำในพรรค
ส่วนพรรคเพื่อไทย (พท.) หรือพรรคสีแดง น่าจะคึกที่สุดเวลานี้ โดยดูจากการรวมตัวกันของแกนนำจากหลายกลุุ่มในวันเสาร์ที่ผ่านมา คำว่าภาพเดียวแทนได้หมื่นล้านคำพูด น่าจะมองผ่านภาพการพบปะกันในวันนั้นได้เช่นกัน
การนัดพบกันของแกนนำเพื่อไทย ที่มี ‘อุ๊งอิ๊งค์’ แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นั่งเป็นไข่แดงอยู่ตรงกลาง มีขึ้นก่อนถึงสองวันสำคัญ คือ วันที่ 24 เมษายน 2569 ประชุมใหญ่ประจำปีพรรค ที่จะมีการ "ยกเครื่อง" กันอีกรอบ ด้วยการส่งไม้ต่อให้ทายาทรุ่นลูกเข้ามารับตำแหน่งในพรรคแทน ส่วนคนที่เป็นพ่อๆ ทั้งหลาย ก็จะถอยไปเป็นที่ปรึกษา
ส่วนอีกวันสำคัญของคนเพื่อไทย คือ วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ทักษิณ ชินวัตร ผู้นำจิตวิญญาณ ได้รับการพักโทษออกจากเรือนจำคลองเปรม ที่มีการนัดหมายกันไปรับ ‘วีรบุรุษเสื้อแดง’ กลับบ้านกันในวันนั้น
การได้ออกจากเรือนจำของทักษิณ แม้จะยังไม่ได้รับอิสรภาพเต็มร้อย แต่ก็ทำให้เพื่อไทยกลับมาคึกได้และมีชีวิตชีวาอีกครั้ง ส่วนจะถึงขั้นทวงคืนบัลลังก์แชมป์เลือกตั้งได้หรือไม่ เป็นเรื่องของอนาคต อย่างน้อยสปอตไลท์การเมือง ก็เริ่มจับไปที่ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ บ้างแล้ว ในเวลาเดียวกับที่พรรคอื่นๆ เริ่มเซ
สุดท้ายพรรคสีฟ้า ‘ประชาธิปัตย์’ วันนี้แม้จะยังไม่ฟื้น โดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฯ ยังทำหน้าที่ ‘เดอะ แบก’ อยู่คนเดียวมาตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง แต่ด้วยความเก๋าทางการเมือง ทำให้แต่ละหมัดที่ชกออกไปล้วน "ต่อยหนัก" แม้จะเป็นพรรคฝ่ายค้านที่มี 21 เสียง ก็ทำหน้าที่เสมือนผู้นำฝ่ายค้านตัวจริง
วันนี้ทั้ง ‘น้ำเงิน-ส้ม-แดง-ฟ้า’ ต่างมีปัญหาและแต้มต่อกันคนละอย่าง แต่ที่มีเหมือนกันคือ เวลาในการตั้งลำใหม่จนกว่าจะถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า ใคร พรรคไหน จะฟื้นไม่ฟื้นรอวัดกันที่ตรงนี้




