สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 เลือก ‘โสภณ ซารัมย์’ เมด อิน บุรีรัมย์ ขึ้นทำหน้าที่ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติคนใหม่ตามคาด จากการเห็นพ้องร่วมกันของรัฐบาลชุดใหม่ จำนวน 291 เสียง แม้จะหล่นหายไป 2 เสียง แต่ก็ไม่ถือเป็นการแตกแถว
แถมว่าที่พรรคร่วมรัฐบาล ต่างแบ่งบทเล่นเข้าขากันเป็นอย่างดี เมื่อ ประเสริฐ จันทรรวงทอง ตัวแทนเพื่อไทย เป็นคนลุกขึ้นเสนอชื่อ โสภณ ซารัมย์ ส่วนรองประธานฯ คนที่ 1 มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ผู้เสนอ คือ ซูการ์โน มะทา จากพรรคประชาชาติ และรองประธานฯ คนที่ 2 เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ผู้เสนอ คือ สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ จากภูมิใจไทย
ต่างจากในซีกว่าที่ฝ่ายค้าน เริ่มยกแรกก็ไม่สามัคคีกันแล้ว เมื่อพรรคประชาชน(ปชน.) ที่ประกาศไม่จัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคอันดับหนึ่ง แต่กลับส่งคนลงชิงเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ด้วยเหตุผลเพื่อใช้เวทีนี้แสดงวิสัยทัศน์
โดย พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นตัวแทนพรรคสีส้ม ได้ออกตัวตั้งแต่แรกในการแสดงวิสัยทัศน์ว่า ไม่ได้คาดหวังจะได้รับเลือกเข้าไปทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพราะเคารพสิทธิของพรรคอันดับหนึ่ง และวันนี้เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปว่า ได้รวบรวมเสียงครบเพียงพอแล้ว
“แต่ในฐานะแกนนําพรรคฝ่ายค้าน เรามองว่าบทบาทของเราไม่ได้จํากัดอยู่เพียงแค่การตรวจสอบรัฐบาล และการผลักดันกฎหมายในสภาเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงบทบาทของการแสดงวิสัยทัศน์ และทิศทางที่เราเห็นว่าประเทศควรจะเดินไป เพื่อเป็นข้อเสนอแนะให้รัฐบาลรับไว้พิจารณา และเป็นทางเลือกให้ประชาชนใช้ประกอบการตัดสินใจในอนาคต”
สรุปคือ ต้องการใช้เวทีนี้สื่อสารให้ข้อเสนอแนะไปถึงรัฐบาล กับให้ประชาชนนำไปประกอบการตัดสินใจในอนาคต
ถ้าเป้าหมายมีเพียงเท่านี้ ก็ถือว่าพรรคส้มได้ทำหน้าที่นั้นไปแล้ว แต่สิ่งที่ได้เห็นมากกว่า คือความพร้อมเพรียงในส่วนของรัฐบาล ขณะที่ในซีกฝ่ายค้านยังรวมตัวกันไม่ติด หรืออาจจะยังไม่ได้สื่อสารกัน ซึ่งดูจากการเสนอชื่อ "ไอติม" ที่เสนอกันเองจากคนในพรรคส้มด้วยกัน
ไม่มีกลิ่นอายหรืออารมณ์ร่วมจากพรรคฝ่ายค้านอื่น
อย่างไรก็ตาม แม้ผลโหวตจะออกมามากถึง 123 เสียง ซึ่งเกินมา 3 เสียง จากที่พรรคส้มมีอยู่ทั้งหมด 120 เสียง แต่ก็ไม่มีนัยยะใด อีก 80 ที่งดออกเสียงต่างหากที่ต้องนำมาพิจารณา เพราะมีพรรคกล้าธรรม 58 และพรรคประชาธิปัตย์ 21 รวมเป็น 79 เสียง ซึ่งเป็นสองพรรคหลักในซีกฝ่ายค้าน
ดังนั้น ต้องรอดูกระบวนท่าต่อจากนี้ของ 3 พรรคฝ่ายค้าน “ประชาชน-กล้าธรรม-ประชาธิปัตย์” จะไปในทิศทางเดียวกันหรือไปกันคนละทิศละทาง
สำหรับพรรคส้ม ที่ทำแฮตทริกเป็นฝ่ายค้านมา 3 สมัยซ้อน คงไม่มีอะไรต้องจับตาเป็นพิเศษ ยิ่งตอนหลังการเคลื่อนงานในสภาตกอยู่ในมือคนแถวสาม ยิ่งไม่มีอะไรให้ลุ้น ซึ่งได้ผ่านการทดสอบมาในสภาชุดที่แล้วว่า มือตกไปเยอะ
แต่ที่ต้องจับตาคือ “กล้าธรรม-ประชาธิปัตย์” ที่ต่างมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับพรรคสีน้ำเงิน และอยู่ในข่ายได้รับเลือกเข้าร่วมรัฐบาลทั้งคู่ เพียงแต่มีเสียงมากพอเสียก่อน จึงทำให้สองพรรคตกรถไฟเที่ยวนี้
ถึงแม้พรรคกล้าธรรม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะมีอารมณ์ขุ่นมัวอยู่บ้าง แต่ก็มีความหวังว่า วันหนึ่งจะได้กลับมาร่วมรัฐบาล สังเกตจากที่พูดกับข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ไว้ว่า "ผมอาจจะไปไม่นานแล้วกลับมา"
กล่าวสำหรับพรรคกล้าธรรม คงเล่นการเมืองหลายสเต็ปอย่างที่ผู้กองธรรมนัส เคยพูดไว้ จึงไม่แน่ว่าในภาวะเก็บอารมณ์ ข่มความรู้สึก ที่เป็นอยู่ปัจจุบัน จะอยู่เพื่อรอคอยเข้าร่วมรัฐบาลอย่างเดียว หรือเพลิงแค้นที่สุมอยู่ในหัวอกจะระเบิดออกมาก่อน
ด้วยเหตุนี้ กล้าธรรม ในบทบาทฝ่ายค้าน จึงถูกจับตามองอย่างมากว่า จะเป็นฝ่ายค้านบวกแค้น หรือค้านพอเป็นพิธีเพื่อรอการเข้าร่วมรัฐบาลในอนาคต คงต้องรอดูจากการทำหน้าที่ในสภาต่อจากนี้
ส่วนประชาธิปัตย์ ไม่มีเรื่องความแค้น มีแต่ความรู้สึกที่ดีต่อกัน ส่วนจะค้านแบบเข้มข้น ชกเต็มหมัดขนาดไหน ก็ต้องรอการพิสูจน์อีกเหมือนกัน แต่ยี่ห้อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ น่าจะพอรับประกันได้ว่า คงไม่แย็บๆ ถอยๆ เหมือนหัวหน้าพรรคคนก่อนแน่
โปรดรอดูบทบาทฝ่ายค้าน กึ่งๆ สัญญาณไฟจรจร ‘ส้ม-เขียว-ฟ้า’ จะทำหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบได้เข้มข้นขนาดไหน ค้าน-แค้น หรือแค่รอเข้าร่วมรัฐบาล




