วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคมนี้ สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 จะได้ฤกษ์ประชุมนัดแรกปีที่ 1/1 ในเวลา 9 โมงเช้า โดยมีวาระให้สส.ปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ จากนั้น จะมีการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานฯ ตามลำดับ
ทำให้จากนี้ไป ฝ่ายนิติบัญญัติ จะกลับเข้าสู่การมีสองสภาเต็มรูปอีกครั้ง ให้แต่ละสภาทำหน้าที่ของตัวเองตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ขณะที่บางเรื่องต้องทำในที่ประชุมร่วมสองสภาหรือรัฐสภา ตามแต่กรณีไป
วันก่อนมีรายงานข่าวจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ถึงภารกิจงานในฝ่ายนิติบัญญัติ จะเร่งผลักดันงานในส่วนไหนก่อนหลังบ้างหลังสภาเปิด เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่รับปากจะเร่งแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้กับประชาชน
ปรากฎตามที่เป็นข่าวไปว่า พรรคภูมิใจไทย จะผลักดันเรื่องผ่ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แยกออกจากกัน โดยเอาการท่องเที่ยวไปควบรวมเข้ากับกระทรวงวัฒนธรรม และแยกกระทรวงการกีฬา ออกมาเดี่ยว ๆ ต่างหาก
รวมทั้ง การผลักดันร่างกฎหมายสำคัญอีกหลายฉบับ อาทิ พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน หรือกฎหมาย Super License ให้การขออนุญาตทุกอย่างเป็น One Stop Service เช่น การก่อสร้างโรงงาน โรงแรม สปา ที่ไม่ต้องยื่นขออนุญาตหลายหน่วยงาน แต่ให้จบในหน่วยงานเดียว
นอกจากนั้น ยังมีร่าง พ.ร.บ.บ้านเกิดเมืองนอน ที่ให้ประชาชนสามารถเลือกสนับสนุนภาษี ร้อยละ 30 ให้บ้านเกิดตัวเองหรือท้องถิ่นที่ต้องการให้เกิดการพัฒนาได้ โดยทั้งหมดจะเร่งดำเนินการให้กฎหมายผ่านสภาภายใน 6 เดือน ถึงหนึ่งปี
ส่วนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาจยังไม่เร่งผลักดัน เพราะไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่เกี่ยวกับปัญหาของประชาชน
พอข่าวออกมาแบบนี้ ทำให้ขาเชียร์ให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ ฟังแล้วเกิดอาการระคายหูเป็นอย่างยิ่ง เพราะผลการออกเสียงประชามติที่ผ่านมา มีประชาชนโหวตเห็นชอบกับการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยเสียงท่วมท้น แล้วจะไปดึงเช็งไว้ทำไม
เรื่องนี้สอบทานจากคนวงในพรรคสีน้ำเงิน ได้รับการยืนยันว่า เป็นจริงตามนั้นแหล่ะ แถมยังย้ำชนิดที่บรรดาขาเชียร์ให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ได้ยินแล้ว รับรองต้องรู้สึกเจ็บจี๊ดแน่ ๆ เพราะวาระเรื่องรัฐธรรมนูญใหม่ จะเริ่มขยับหลังจากผ่านหนึ่งปีไปแล้ว
ทำไมต้องรอให้ผ่านหนึ่งปีไปก่อน
คำตอบแบบเท่ ๆ ที่รัฐบาลจะนำมาชี้แจงต่อสังคม โดยเฉพาะกับชาวพรรคสีส้ม ที่ถึงวันหนึ่งต้องรวมตัวกันออกมากดดันหนักทั้งในสภาและนอกสภา คือ เรื่องรัฐธรรมนูญ ยังรอได้ แต่ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องของชาวบ้าน ตลอดถึงไฟสงครามที่ลุกโชน ต้องเร่งจัดการตรงนี้ก่อนเป็นลำดับแรก
ดังนั้น จะได้เห็นการผลักดันนโยบายเร่งด่วนต่าง ๆ ใน 3-6 เดือน เช่น ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 ยูนิตแรก จ่ายยูนิตละ 3 บาท ส่วนที่ใช้เกิน 200 ยูนิต จะจ่ายเป็นขั้นบันได โดยสามารถออกเป็นประกาศกระทรวงพลังงานได้ทันที ตามที่พูดไว้
ส่วนคำตอบของจริงที่พูดออกมาดัง ๆ ไม่ได้ คือ ถ้าทำเร็วจะมีปัญหากับ สว.ชุดปัจจุบัน ที่เข้ารับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2567 และจะครบวาระ 5 ปี ในเดือนกรกฎาคม 2572
ขืนให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เร็ว สว.สีน้ำเงิน ต้องถูกไล่เช้า-ไล่เย็น มีอันเป็นไปก่อนเวลาอันควรแน่
ด้วยเหตุนี้ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงไม่ต้องรีบร้อน แม้จะมีผลประชามติรับรองอยู่ แต่กฎหมายไม่ได้กำหนดกรอบเวลาดำเนินการเอาไว้ ดังนั้น สามารถพิจารณาตามความเหมาะสมได้
สุดท้ายเรื่องนี้ให้รอดูนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาจะเขียนไว้อย่างไร แต่งานนี้ต่อให้ไม่ใช่ระดับเซียนกฎหมาย ก็ต้องรู้ว่าเขียนอย่างไรไม่ให้ผูกมัด
เอาเป็นว่า หลังสภาเปิดจะยังไม่ได้เห็นการผลักดันเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น อย่างน้อยในสมัยประชุมแรกไม่มีแน่




