แม้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ ตามผลการลงประชามติที่ผ่านความเห็นชอบมาด้วยเสียงท่วมท้น จะยังต้องใช้เวลาอีกนานและอาจจะเกินหนึ่งปีด้วยซ้ำ เพราะมีเหตุผลเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง
นั่นคือ ไม่อยากให้ไปกระทบกับ สว.ชุดปัจจุบัน ที่ยังเหลือเวลาอีกกว่า 3 ปี ก่อนจะครบเทอมในปี 2572 ซึ่งทันทีที่มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สว.ชุดปัจจุบันที่ถูกตั้งคำถามมากมาย ก็จะถูกกดดันให้ไปก่อนเวลาอันควร
แน่นอนว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว หนึ่งในประเด็นที่จะถูกหยิบยกขึ้นมาจัดระเบียบการเมือง คือ ที่มาของ สว.ซึ่งคงต้องปรับรื้อกันใหม่ ไม่ให้มีที่มาแบบพิสดารอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
เพราะ สว.ที่เป็นอยู่เวลานี้ ต่อให้เข้าทางใครหรือไม่เข้าทางใคร ถึงวันนั้น สังคมคงไม่อนุญาตให้คงสูตรนี้ไว้
แต่ที่น่าแปลกใจคือ การโยนประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 106 ออกมาในห้วงเวลานี้ของ พงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ผ่านการชี้แจงสาเหตุที่ ปชป. "งดออกเสียง" ในการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร
ทำไมพรรคประชาธิปัตย์ถึง ‘งดออกเสียง’ ในการเลือกประธานสภาฯ?
ประเด็นข้างต้น ‘พงศกร’ จั่วหัวเรื่องไว้ในเฟสบุ๊คตัวเอง โดยยกเหตุผลมาเป็นข้อๆ รวม 4 ข้อด้วยกัน ซึ่งปรากฎข้อเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 106 อยู่ในข้อที่ 2 ว่า
ความถูกต้องตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ (มาตรา 106) รัฐธรรมนูญระบุชัดเจนว่า ‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ ต้องมาจากพรรคที่ไม่มีสมาชิกดำรงตำแหน่งประธาน หรือรองประธานสภาฯ การที่พรรคฝ่ายค้านอันดับหนึ่งเสนอคนของตนเองชิงตำแหน่งประธานสภาฯ จึงดูย้อนแย้งกับบทบาทผู้นำฝ่ายค้านที่พรรคต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย (ทั้งนี้ เห็นว่าควรมีการแก้ไขบทบัญญัตินี้เพื่อเปิดกว้าง ให้พรรคแกนนำฝ่ายค้านมีโอกาสดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ ได้)
ข้อความในวงเล็บข้างต้น เป็นการโยงไปถึงอีกมาตรา คือ มาตรา 116 เรื่องตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งรวมถึงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร อีกไม่เกิน 2 คน
เรื่องการงดออกเสียงในการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือจะสนับสนุนใคร ไม่สนับสนุนใคร ถือเป็นจุดยืนพรรคของท่าน ที่ไม่ใช่ ‘พรรคบริวาร’ ของใคร อย่างที่ท่านให้เหตุผลไว้ แต่สำหรับแนวคิดที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เปิดกว้างให้พรรคแกนนำฝ่ายค้าน มีโอกาาสดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ ได้นั้น
เรื่องนี้แค่คิดก็ต้องบอกว่า ‘ยุ่งตายห่า’ แล้ว
ในเมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดให้นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลมาจากเสียงข้างมาก ดังที่สภาจะโหวตเลือกกันในวันที่ 19 มีนาคมนี้ ต้องได้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน สส.ทั้งหมดที่มีอยู่ ดังนั้น ฝ่ายที่เป็นเสียงข้างมากก็ต้องเลือกคนของฝ่ายตัวเองเป็นประธานสภาฯ อยู่แล้ว
จึงไม่รู้จะเปิดกว้างให้ฝ่ายค้านเข้าไปดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ ทำไม เพราะในชีวิตจริงก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
ทีนี้ถ้าไปดูเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญทั้งสองมาตรา จะกำหนดบทบาทภาระหน้าที่เอาไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะผู้นำฝ่ายค้านฯ ในมาตรา 106 ก็ต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำในการตรวจสอบนโยบายของรัฐบาลและการทำหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี
ทำหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรีเงา รอวันเข้ามาเป็นตัวจริงในวันที่รัฐบาลเพลี่ยงพล้ำไปต่อไม่ได้
ในขณะที่ตำแหน่งประธานสภาฯ ในมาตรา 116 ก็ต้องวางตัวเป็นกลาง ถึงขนาดกำหนดไว้ในระหว่างดำรงตำแหน่ง ห้ามไม่ให้เป็นกรรมการบริหารพรรคหรือตำแหน่งใดๆ ในพรรคการเมือง เพื่อดำรงสถานะความเป็นกลางไว้ แม้ในทางปฏิบัติความเป็นกลางที่ว่านั้น จะมีอยู่จริงหรือไม่ก็ตาม แต่ก็เป็นการวางกรอบให้เป็นหลักเอาไว้
สุดท้าย ถ้าข้อเสนอของโฆษก ปชป.เป็นเพียงการประชดประชัน เพราะเห็นถึงความย้อนแย้งของบทบาทตามกฎหมายดังที่ท่านว่าไว้ แต่ในเมื่อพรรคการเมืองที่เป็นฝ่ายค้านอันดับหนึ่ง เสนอคนของตนเองชิงตำแหน่งประธานสภาฯ ด้วย ก็แก้รัฐธรรมนูญเปิดทางให้เสียเลย จะได้ไม่ต้องมากำกวม ย้อนแย้ง ก็ว่ากันไป
แต่ถ้าจะทำกันจริงๆ ก็คงวุ่นวายพิลึกพิลั่น ต้องไปออกแบบวางบทบาทใหม่ทั้งผู้นำฝ่ายค้านฯ ประธานสภาฯ เพื่อไม่ให้ประชาธิปไตยแบบไทยๆ วุ่นวายไปมากกว่านี้
โฆษกฯ เอิร์ธ เอาให้ชัดๆ อีกที่ว่าตกลงเอาจริงหรือแค่ประชด




