ใครที่ผ่านเหตุการณ์ความขัดแย้งการเมืองไทยในปี 2549 คงยังจำกันได้ถึงคำว่า ‘ระบอบทักษิณ’ ในเวลานั้น ที่ถูกกล่าวหากินรวบประเทศไทย แทรกแซง-แทรกซื้อ ทั้งองค์กรอิสระและกระบวนการยุติธรรม
ผ่านมายี่สิบปี การเมืองไทยมีการพูดถึงอีกระบอบ คือ ระบอบสีน้ำเงิน แต่บ้างเรียกระบอบเขากระโดง ระบอบเนวิน ตามแต่จะนิยามกัน ซึ่งไม่ว่าจะเรียกแบบไหน ความรู้สึกก็ไม่แตกต่างจากอดีต และอาจหนักข้อกว่าด้วยซ้ำ
วันนี้แม้คนในพรรคภูมิใจไทย (ภท.) จะเฉไฉไม่เข้าใจคำว่า ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ หมายถึงอะไร แถมมองเป็นการสร้างวาทกรรม ต้องการดิสเครดิตรัฐบาล และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดสร้างวาทกรรมนั้น
ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หนึ่งในแกนนำ ภท.ที่ยอมรับถึงความเป็นสีน้ำเงินอันหมายถึงสัญลักษณ์ ภท.ที่ถูกเรียกเป็นพรรคสีน้ำเงิน ชี้แจงเรื่องนี้แบบยาวๆ พร้อมเหน็บพรรคประชาชนไปด้วยว่า
“พรรคสีน้ำเงินเติบโตขึ้นจากการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และก่อนหน้านั้น พรรคสีน้ำเงินโตขึ้นจากพรรคสีส้ม พรรคภูมิใจไทยมีเพียง 70 เสียง ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ และเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซึ่งเกิดขึ้นจากการสนับสนุนของพรรคสีส้ม..จนเกิดการเติบโตขึ้นของพรรคสีน้ำเงิน ได้รับเสียงสนับสนุน 192 เสียง”
‘ภราดร’ ยังย้ำให้ฝ่ายค้าน ทำหน้าที่ท้วงติงอย่างมีเหตุผล โดยใช้กลไกของสภาท้วงติง ไม่ใช่มาสร้างวาทกรรมใหม่เป็นระบอบสีน้ำเงิน ซึ่งตนไม่เข้าใจว่าระบอบสีน้ำเงินคืออะไร แถมสำทับซ้ำขณะนี้มีแต่พรรคสีน้ำเงิน
แต่มีผู้ออกมาส่งเสียงเตือน พร้อมพูดถึงระบอบสีน้ำเงิน ไม่ใช่แค่วาทกรรม แต่จะนำไปสู่วิกฤติศรัทธา วิกฤติความชอบธรรม อย่างไม่อาจมองข้ามได้ วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ ซึ่งมีปูมหลังจากการเป็นผู้พิพากษาอาวุโส ฉายภาพถึงความเป็นระบอบสีน้ำเงินเอาไว้ว่า
คือ การรวมศูนย์อำนาจ ผ่านเครือข่ายทางการเมืองบางกลุ่ม โดยยกตัวอย่างให้เห็นว่า ระบอบสีน้ำเงิน มีซ่อนอยู่ตรงไหนบ้าง ได้แก่
#การที่พรรคการเมืองหนึ่งสามารถก้าวขึ้นเป็นแกนนำรัฐบาลและกุมความได้เปรียบอย่างมั่นคง
#การแผ่อิทธิพลและมีสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกับสมาชิกวุฒิสภา(สว.)
#การมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการสรรหาและแต่งตั้งในองค์กรอิสระ
#การส่งผลต่อดุลอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ
#ความล่าช้าดึงเช็งในการตรวจสอบประเด็นที่อ่อนไหวทางการเมือง เช่น ข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้ว สว.
คำอธิบายข้างต้นของนักวิชาการอิสระผู้นี้ คงทำให้คำว่า ระบอบสีน้ำเงิน พอจับต้องได้บ้าง อย่างน้อยก็ไม่ใช่เป็นแค่วาทกรรมอย่างที่คนในพรรคสีน้ำเงินพยายามสรุป
แต่สิ่่งที่น่ากังวลกว่า คือ การออกมาร่วมผสมโรงของกลุ่ม สว.หลังถูก ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านฯ พาดพิงถึงในวันครบรอบ 12 ปี คสช. รวมทั้ง ข้อเสนอ ปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้นำจิตวิญญาญพรรคส้ม ที่ให้ยกเลิกองคมนตรี
ทำให้คณะกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา ออกมาแถลงคัดค้านข้อเสนอดังกล่าว พร้อมมองการพูดถึงระบอบสีน้ำเงิน มีเจตนาโยงไปถึงสถาบันเบื้องสูง
โดย พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร รองประธานกรรมาธิการฯ พูดถึงเรื่องนี้ว่า สีน้ำเงินคือสีแถบธงชาติไทย ซึ่งประชาชนโดยทั่วไปทราบอย่างดีว่า หมายถึงองค์พระมหากษัตริย์ และการกล่าวว่า กินรวบประเทศไทยหมายถึงพฤติกรรมการผูกขาด หรือการใช้โอกาสเอามาเป็นผลประโยชน์ของตนทั้งการเมือง และเศรษฐกิจ เข้าใจได้ว่า เป็นความพยายามสร้างวาทกรรม พยายามทำให้สถาบันดูสั่นคลอนในสายประชาชนใช่หรือไม่
“ขอเรียกร้องไปยังพรรคประชาชน ให้แสดงความรับผิดชอบ ไม่นำสถาบันมาโจมตี หรือใช้ทางการเมือง ยุยง ปลุกปั่นสร้างความเข้าใจผิดและความแตกแยกระหว่างประชาชนและสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ จะพิจารณาดำเนินการกับบุคคลดังกล่าวและพรรคประชาชนต่อไป เพื่อปกป้องคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และศูนย์รวมของชาติไทยสืบไป“
นาทีนี้ไม่ว่า ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ในความหมายของพรรคส้ม จะกินความแคบ กว้าง ลึกขนาดไหน แต่การเปิดฉากวิวาทะของการเมืองสองสี ‘น้ำเงิน-ส้ม’ หนนี้ มันได้ขยายวงกินแดนไปถึงสภาสูง และสุ่มเสี่ยงลามลึกไปถึงภาคประชาชนด้วย
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหากคุมกันไม่อยู่ ย่อมหมิ่นเหม่ที่จะนำไปสู่การจุดไฟการเมืองรอบใหม่ขึ้น ซึ่งรอบนี้จะหนักกว่าทุกครั้ง เพราะไม่ใช่แค่ความขัดแย้งแบบกีฬาสีเหลือง-แดงอย่างที่ผ่านมา
เพราะปมขัดแย้ง น้ำเงิน-ส้ม ที่ก่อตัวเวลานี้มีเดิมพันสูงกว่าหลายเท่า




