บ่ายอ่อนวันนี้ อังคารที่ 19 พฤษภาคม 2569 พรรคภูมิใจไทย (ภท.) จะนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับของพรรคฯ ให้ที่ประชุมสส.พรรคพิจารณา และหากได้รับความเห็นชอบ ก็จะยื่นร่างแก้ไขนั้น ต่อประธานรัฐสถาในวันรุ่งขึ้นทันที
ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พรรคสีน้ำเงิน เป็นคนออกมาสื่อสารเรื่องนี้ เพื่อยืนยันถึงการให้ความสำคัญกับประชามติ จำนวน 21.6 ล้านเสียง ที่สนับสนุนให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
“เราเห็นความสำคัญและประกาศตัวเป็นพรรคแรก ที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลังจากที่รัฐบาลประกาศไม่ยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของสภาชุดที่ผ่านมา”
— ภราดรกล่าวไว้
คำพูดข้างต้นของภราดร มีทั้งใช่และไม่ใช่ ที่ใช่ก็เป็นอย่างที่พูดไว้ แต่ที่ไม่ใช่ก็เพราะกว่าจะประกาศเดินเครื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญตามผลประชามติได้ ก็เสียเวลาโยกโย้อยู่นาน จนมิอาจทานกระแสสังคมได้ จึงตัดสินใจเล่นเกมเร็วอย่างที่ว่า
แต่ต่อให้เร็วขนาดไหน ก็เป็นแค่การชิงจังหวะ เปิดหัวรอเอาไว้เท่านั้น
เนื่องจากเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การจัดทำฉบับใหม่ขึ้น ยังต้องผ่านด่านที่เรียกกันว่า ‘ค่ายกลเจ็ดดาว’ อีกหลายด่าน ดังที่รัฐมนตรีภราดร บอกกล่าวถึงเนื้อหาในร่างแก้ไขฉบับของพรรคไว้ว่า
“เนื้อหาในร่างของพรรคภูมิใจไทย จะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 โดยเพิ่มเติมหมวด 15/1 เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่มีการแก้ไขเนื้อหาในหมวด 1 หมวด 2 โดยจะกำหนดล็อคไม่ให้สภาร่างรัฐธรรนูญ (สสร.) มาแก้ไขส่วนนี้ด้วย”
คงยังจำกันได้ดีว่า ประเด็นหมวด 1 หมวด 2 เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ถกเถียงกันอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา
ไม่เพียงเท่านั้น เรื่องการปลดล๊อค มาตรา 256 ที่ให้อำนาจสว.ไว้ต้องมีเสียงเห็นด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ทั้งวาระแรก และวาระสาม ก็ยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะให้ตัดทิ้งไปหรือปรับลดสัดส่วนลงเหลือ 1 ใน 5 แทน
ไม่นับเนื้อหาในหมวด 15/1 เรื่องที่มา สสร.ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ไม่ให้ประชาชนเข้ามาทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยตรง ซึ่งได้มีการออกแบบที่มาสสร.และคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรรมนูญ ทางอ้อมไว้หลายสูตรด้วยกัน
ดังนั้น กว่าจะผ่านแต่ละเรื่องไปได้ จึงไม่ใช่ของง่าย ซึ่งฟังมาว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพรรคภูมิใจไทยนั้น เนื้อหาส่วนใหญ่อิงรัฐธรรมนูญฉบับธงเขียว ปี 2540 เป็นหลัก ที่ให้ผู้สมัคร สสร.ในแต่ละจังหวัดเลือกกันเอง และส่งมาให้สภาเลือกตามจำนวนที่กำหนดไว้
ทีนี้ในส่วนของอำนาจสว.เดิมที่ให้ไว้ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ต่อมามีการรอมชอมพบกันครึ่งทางที่ 1 ใน 5 นั้น ล่าสุดได้มีการแก้ไขใหม่เป็น 1 ใน 4 แต่อยู่ระหว่างต่อรองเปลี่ยนสูตรใหม่เป็นเสียง 2 ใน 3 ของทั้งสองสภาแทน
นี่เป็นเพียงแค่ด่านแรกเท่านั้น หากตกลงกันไม่ได้ โอกาสที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะถูกคว่ำกลิ้งโค่โล่ ตั้งแต่ด่านแรกก็มีทางเป็นไปได้สูง เพราะการแก้มาตรา 256 ยังต้องยึดกติกาเดิม ที่ต้องได้เสียงสนับสนุนจาก สว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 อยู่
ส่วนถ้าผ่านไปได้ ก็ยังต้องมีประชามติครั้งที่สอง ซึ่งหากทุกอย่างราบรื่น หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขแล้ว ก็นำไปสู่การสรรหา สสร.มาทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กว่าจะผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา เพื่อนำไปสู่การออกเสียงประชามติหนที่สามได้ คงมีเรื่องให้ลุ้นอยู่ตลอด
ไม่ต่างจากยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่ใช้วิธีแวะลงข้างทาง จนผ่านไปสองปียังตั้งไข่ไม่ได้เสียที
เพราะฉะนั้น การออกตัวแรงเรื่องแก้รัฐธรรมนูญของ ภท.วันนี้ จึงเป็นได้แค่การเขี่ยลูก เปิดหัวเรื่องเอาไว้ก่อนเท่านั้น ต่อให้คาดคั้นประกาศเป็นโรดแมปล่วงหน้าอย่างไร
สุดท้ายก็คงไม่ต่างอะไรกับโรดแมปเลือกตั้ง คสช.ที่ผูกไว้กับสถานการณ์ความสงบเรียบร้อยของประเทศ ฉันใด การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของรัฐบาลสีน้ำเงิน ช้าเร็วก็ขึ้นนอยู่กับแรงบีบทางการเมือง ฉันนั้น
เพราะรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถูกผูกไว้กับอายุ สว.สีน้ำเงิน ที่จะครบเทอมในปี 2572




