ภท.เขี่ยลูก รธน.ใหม่ แค่เปิดหัวลดกระแสต้าน

19 พ.ค. 2569 - 11:33

  • ภูมิใจไทยเตรียมยื่นแก้ ม.256 เปิดทางรัฐธรรมนูญใหม่

  • ปมอำนาจ สว.-ที่มา สสร. ยังเป็นด่านหินทางการเมือง

  • โรดแมปแก้รัฐธรรมนูญถูกจับตาผูกกับอายุ สว.สีน้ำเงินปี 2572

ภท.เขี่ยลูก รธน.ใหม่ แค่เปิดหัวลดกระแสต้าน

บ่ายอ่อนวันนี้ อังคารที่ 19 พฤษภาคม 2569 พรรคภูมิใจไทย (ภท.) จะนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับของพรรคฯ ให้ที่ประชุมสส.พรรคพิจารณา และหากได้รับความเห็นชอบ ก็จะยื่นร่างแก้ไขนั้น ต่อประธานรัฐสถาในวันรุ่งขึ้นทันที

ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พรรคสีน้ำเงิน เป็นคนออกมาสื่อสารเรื่องนี้ เพื่อยืนยันถึงการให้ความสำคัญกับประชามติ จำนวน 21.6 ล้านเสียง ที่สนับสนุนให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

“เราเห็นความสำคัญและประกาศตัวเป็นพรรคแรก ที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลังจากที่รัฐบาลประกาศไม่ยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของสภาชุดที่ผ่านมา”

ภราดรกล่าวไว้

คำพูดข้างต้นของภราดร มีทั้งใช่และไม่ใช่ ที่ใช่ก็เป็นอย่างที่พูดไว้ แต่ที่ไม่ใช่ก็เพราะกว่าจะประกาศเดินเครื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญตามผลประชามติได้ ก็เสียเวลาโยกโย้อยู่นาน จนมิอาจทานกระแสสังคมได้ จึงตัดสินใจเล่นเกมเร็วอย่างที่ว่า

แต่ต่อให้เร็วขนาดไหน ก็เป็นแค่การชิงจังหวะ เปิดหัวรอเอาไว้เท่านั้น

เนื่องจากเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การจัดทำฉบับใหม่ขึ้น ยังต้องผ่านด่านที่เรียกกันว่า ‘ค่ายกลเจ็ดดาว’ อีกหลายด่าน ดังที่รัฐมนตรีภราดร บอกกล่าวถึงเนื้อหาในร่างแก้ไขฉบับของพรรคไว้ว่า

“เนื้อหาในร่างของพรรคภูมิใจไทย จะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 โดยเพิ่มเติมหมวด 15/1 เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่มีการแก้ไขเนื้อหาในหมวด 1 หมวด 2 โดยจะกำหนดล็อคไม่ให้สภาร่างรัฐธรรนูญ (สสร.) มาแก้ไขส่วนนี้ด้วย”

คงยังจำกันได้ดีว่า ประเด็นหมวด 1 หมวด 2 เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ถกเถียงกันอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา

ไม่เพียงเท่านั้น เรื่องการปลดล๊อค มาตรา 256 ที่ให้อำนาจสว.ไว้ต้องมีเสียงเห็นด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ทั้งวาระแรก และวาระสาม ก็ยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะให้ตัดทิ้งไปหรือปรับลดสัดส่วนลงเหลือ 1 ใน 5 แทน

ไม่นับเนื้อหาในหมวด 15/1 เรื่องที่มา สสร.ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ไม่ให้ประชาชนเข้ามาทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยตรง ซึ่งได้มีการออกแบบที่มาสสร.และคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรรมนูญ ทางอ้อมไว้หลายสูตรด้วยกัน

ดังนั้น กว่าจะผ่านแต่ละเรื่องไปได้ จึงไม่ใช่ของง่าย ซึ่งฟังมาว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพรรคภูมิใจไทยนั้น เนื้อหาส่วนใหญ่อิงรัฐธรรมนูญฉบับธงเขียว ปี 2540 เป็นหลัก ที่ให้ผู้สมัคร สสร.ในแต่ละจังหวัดเลือกกันเอง และส่งมาให้สภาเลือกตามจำนวนที่กำหนดไว้

ทีนี้ในส่วนของอำนาจสว.เดิมที่ให้ไว้ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ต่อมามีการรอมชอมพบกันครึ่งทางที่ 1 ใน 5 นั้น ล่าสุดได้มีการแก้ไขใหม่เป็น 1 ใน 4 แต่อยู่ระหว่างต่อรองเปลี่ยนสูตรใหม่เป็นเสียง 2 ใน 3 ของทั้งสองสภาแทน

นี่เป็นเพียงแค่ด่านแรกเท่านั้น หากตกลงกันไม่ได้ โอกาสที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะถูกคว่ำกลิ้งโค่โล่ ตั้งแต่ด่านแรกก็มีทางเป็นไปได้สูง เพราะการแก้มาตรา 256 ยังต้องยึดกติกาเดิม ที่ต้องได้เสียงสนับสนุนจาก สว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 อยู่

ส่วนถ้าผ่านไปได้ ก็ยังต้องมีประชามติครั้งที่สอง ซึ่งหากทุกอย่างราบรื่น หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขแล้ว ก็นำไปสู่การสรรหา สสร.มาทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กว่าจะผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา เพื่อนำไปสู่การออกเสียงประชามติหนที่สามได้ คงมีเรื่องให้ลุ้นอยู่ตลอด

ไม่ต่างจากยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่ใช้วิธีแวะลงข้างทาง จนผ่านไปสองปียังตั้งไข่ไม่ได้เสียที 

เพราะฉะนั้น การออกตัวแรงเรื่องแก้รัฐธรรมนูญของ ภท.วันนี้ จึงเป็นได้แค่การเขี่ยลูก เปิดหัวเรื่องเอาไว้ก่อนเท่านั้น ต่อให้คาดคั้นประกาศเป็นโรดแมปล่วงหน้าอย่างไร

สุดท้ายก็คงไม่ต่างอะไรกับโรดแมปเลือกตั้ง คสช.ที่ผูกไว้กับสถานการณ์ความสงบเรียบร้อยของประเทศ ฉันใด การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของรัฐบาลสีน้ำเงิน ช้าเร็วก็ขึ้นนอยู่กับแรงบีบทางการเมือง ฉันนั้น

เพราะรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถูกผูกไว้กับอายุ สว.สีน้ำเงิน ที่จะครบเทอมในปี 2572

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์