เทียบฟอร์ม แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่

18 พ.ค. 2569 - 11:26

  • ‘ชัชชาติ’ เปิดเกมป้องกันแชมป์ หลังยื่นลาออกเตรียมลงชิงสมัยใหม่

  • พรรคประชาชนส่ง ‘ดร.โจ’ ชิงฐานเสียงเมืองหลวง หวังท้าชนเต็งหนึ่ง

  • ประชาธิปัตย์ดัน ‘อนุชา’ รีแบรนด์พรรค ขณะที่ผู้สมัครอิสระยังเป็นรอง

เทียบฟอร์ม แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่

ไม่รู้ถือฤกษ์อะไร ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จึงเลือกลาออกจากตำแหน่งผู้ว่า กทม.ในเวลา 5 โมงเย็น วันจันทร์ที่ 19 พฤษภาคม 2569 ซึ่งดูจากเหตุผลที่ร่ายเรียงเอาไว้ ไม่ว่าการเดินทางไปแสดงความยินดีกับลูกชายที่รับปริญญาต่างประเทศ หรือกะเวลาให้ตรงกับวันเลือกตั้งใหม่ที่ กกต.กำหนดไว้เดิม จะได้ไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณ

นับเป็นเหตุเป็นผลที่พอฟังได้

แต่จากข่าวสารวงใน ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าผู้ว่าฯ ชัชชาติ เตรียมตัวลงสมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่า กทม.ต่ออีกสมัย ชัวร์ชนิดล้านเปอร์เซนต์ ส่วนที่ยังกระมิดกระเมี้ยน ไม่ยอมพูดออกจากปากและเพิ่งจะมามีความชัดเจนในตอนนี้ นอกจากจะด้วยเหตุผลของการทำงานแล้ว อีกด้าน คงต้องการดูตัวคู่แข่ง เปิดหน้ากันออกมาให้หมดก่อน

เมื่อแสดงตัวออกมากันหมดแล้ว ทีนี้ก็ถึงคิว ‘พระเอก’ ที่ได้เวลาออกมาเป็นคนสุดท้าย

งานนี้ไม่ว่าผู้ว่าฯ ชัชชาติ จะถือฤกษ์พระเอกหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อเทียบฟอร์มว่าที่ผู้สมัครผู้ว่า กทม.ที่เปิดหน้าโชว์ตัวกันไป ไล่ลำดับตามความสวยความหล่อแล้ว แน่นอนแชมป์เก่าเจ้าของเก้าอี้เดิม ย่อมถูกจัดอยู่ในระดับ "เต็งหนึ่ง" ที่มีแต้มต่อมากกว่าว่าที่ผู้สมัครคนอื่นๆ หลายช่วงตัว

เหตุผลเพราะผลงานการเป็นผู้ว่า กทม.สมัยแรก อยู่ในระดับที่คนกรุงยังมีความพึงพอใจสูง แถมคะแนนเสียงที่เคยได้มีมากกว่า 1 ล้าน 3 แสนคะแนน ดังนั้น ผู้ว่าฯ ชัชชาติ จึงยังเป็นเต็งหนึ่งในการเลือกตั้งผู้ว่า กทม.หนนี้

มีเพียงสิ่งเดียวที่คอการเมืองและวงการพนันขันต่อพูดถึงผู้ว่าฯ ชัชชาติ คือ คะแนน 1.3 ล้านเสียง จะยังเหลืออยู่เท่าเดิมหรือไม่ จากผู้มีสิทธิในกทม.ทั้งหมด 4,507,523 คน

การป้องกันแชมป์หนนี้ของผู้ว่าฯ ชัชชาติ จึงค่อนไปทางแข่งกับตัวเองเสียมากกว่า

ส่วนเต็งสอง ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ ดร.โจ ว่าที่ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) มีภาษีดีตรงที่ใส่เสื้อพรรคส้ม ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ กทม.กวาดเก้าอี้ สส.ยกจังหวัด 33 ที่นั่ง แต่เนื่องจากเป็นสนามการเมือท้องถิ่น ที่มีลักษณะแตกต่างจากการเมืองระดับชาติ และผู้สมัครพรรคสีส้ม ก็เคยเสนอตัวต่อคน กทม.มาแล้ว แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ

ดังนั้น เที่ยวนี้ก็คงไม่ต่างกัน โอกาสที่ผู้สมัครพรรคสีส้ม จะได้คะแนนจากฐานเสียงที่เลือก สส.ก็มีไม่มาก ดูจากผลโพลนิด้าไม่กี่สัปดาห์ก่อน ที่ระบุว่า การเลือกตั้งระดับชาติ จะไม่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น

แต่จะอย่างไรในทางการเมือง ผู้สมัครพรรคส้ม ย่อมอยู่ในฐานะคู่ชิงและเป็นเต็งสองในสนามนี้

ในขณะที่ผู้สมัครจากพรรคสีฟ้า ‘ประชาธิปัตย์’ อนุชา บูรพชัยศรี ที่แกนนำพรรคอุบเงียบ เล่นคำใบ้รายวันจนเข้าข่ายน่าหมั่นไส้นั้น คงไม่อยู่ในระดับคู่ชิง เพราะดูจากผลงานการเลือกตั้งใหญ่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พรรคสีฟ้า ยังไม่สามารถกลับมาแจ้งเกิดใหม่ในสนามเมืองหลวงได้ 

ดังนั้น การไปคว้าตัว ‘เจมส์-อนุชา’ มาสวมเสื้อประชาธิปัตย์ลงสมัคร เป้าน่าจะอยู่ที่การเดินหน้าสร้างแบรนด์พรรคในกทม.ต่อมากกว่า ส่วนตัวอนุชา ก็ถือโอกาสกลับคืนสู่บ้านหลังเดิมในจังหวะนี้ เพราะฉนั้น ผู้สมัครจากค่ายสีฟ้า หากโอกาสมาเกยน่าจะเป็นได้เพียงตัวสอดแทรกเท่านั้น

นอกจากนั้น ที่เหลือกวาดสายตาดูแบบไวๆ ล้วนจัดอยู่ในกลุ่มไม้ประดับ แต่อาจจะมีบางรายอย่าง ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครอิสระ ที่พอมีลมใต้ปีกอยู่บ้าง แต่คงเป็นลมแผ่วๆ ไมมีพลังพอพัดส่งไปถึงเก้าอี้ผู้ว่า กทม.ได้

สุดท้ายใครจะมาเป็นผู้ว่า กทม.คนใหม่ในอีก 4 ปีข้างหน้า ย่อมอยู่ที่คนกรุงเทพฯ 4.5 ล้านคน จะเป็นผู้ชี้ขาดในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายนนี้ ทั้งเต็งหนึ่ง เต็งสอง ตัวสอดแทรก หรือแม้แต่ไม้ประดับ จึงต่างมีสิทธิได้ลุ้นด้วยกันทั้งนั้น

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์