มี ‘หนู’ มีรู เปิดรูลอด พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน

12 พ.ค. 2569 - 09:23

  • ศึก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเริ่มร้อนแรง

  • รัฐบาลยังเดินหน้าเต็มสูบ

  • อาจกลายเป็นจุดชี้ชะตาทางกฎหมายของทั้งฉบับ

มี ‘หนู’ มีรู เปิดรูลอด พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน

หลัง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติพลังงานและเปลี่ยนผ่านใช้พลังงานสะอาด ถูกฝ่ายค้านเข้าชื่อกันยื่นให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่

ทำให้การนัดหมายพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ ต้องถูกเลื่อนออกไปและรอจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย ซึ่งหากผลออกมาทำได้สภาก็จะเดินหน้าต่อ แต่หากทำไม่ได้ ต้องดูรายละเอียดคำวินิจฉัยอีกที

แต่ดูเหมือนรัฐบาลจะมั่นใจเกินร้อยว่าทำได้แน่ จึงประกาศเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการต่อ ไม่รอผลคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญก่อน โดยเฉพาะ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ถึงกับประกาศลั่น "ผมขอรับผิดชอบเอง"

ความจริงแม้นายกฯ อนุทิน จะไม่ประกาศออกมา แต่หากมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ความรับผิดชอบจะต้องอยู่บนบ่าบนไหล่ของท่านอยู่แล้ว รวมครม.ทั้งคณะที่ร่วมกันออกมตินี้มา ก็ต้องร่วมรับผิดชอบด้วย

ทีนี้ไปดูคำร้องของฝ่ายค้าน แม้จะยื่นตีความทั้งฉบับ ที่ขอกู้เงิน 4 แสนล้านบาท แต่รายละเอียดกลับพุ่งเป้าไปที่เงินกู้ก้อนหลัง จำนวน 2 แสนล้านบาท ว่ามีการสอดไส้โดยอาศัยวงเงิน 2 แสนล้านบาท ก้อนแรกที่จะนำมาเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกัน

ดังนั้น จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งเฉพาะหน้าให้ระงับการเบิกจ่ายเฉพาะในส่วนของเงินกู้ 2 แสนล้านบาท ที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน โดยให้วินิจฉัยเป็นรายกรณีไป ซึ่งเรื่องนี้ ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน(ปชน.) หนึ่งในผู้ร้องระบุเอาไว้ว่า

"คำร้องของฝ่ายค้านที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้ระงับการใช้จ่ายเงินกู้ในส่วนของการปรับโครงสร้างพลังงาน ส่วนวงเงิน 2 แสนล้านบาท ที่เกี่ยวข้องกับการเยียวยาประชาชนสามารถใช้จ่ายได้ คำร้องของฝ่ายค้านเป็นการแยกเฉพาะส่วน เราเพ่งโทษเฉพาะการปรับโครงสร้างพลังงาน แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยการใช้ พ.ร.ก.ดังกล่าวทั้งก้อนหรือเฉพาะส่วน"

นั่นเท่ากับว่า ฝ่ายค้านเองก็ไม่ได้ติดใจเงินก้อนแรก จำนวน 2 แสนล้านบาท ที่จะนำไปเยียวยาผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน ตรงนี้กระมังที่ทำให้รัฐบาลมั่นใจและเดินหน้าโครงการต่อ โดยไม่รอผลคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

ทั้ง ๆ ที่เงินกู้ทั้งสองก้อนนั้น รวมอยู่ใน พ.ร.ก.ฉบับเดียวกัน

เป็นไปได้หรือไม่ว่า หากมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น แม้จะรวมอยู่ในร่างฉบับเดียวกัน แถมยังอยู่ในมาตราเดียวกันด้วย แต่จะเสียหรือตกไปเฉพาะในส่วนที่ไม่เร่งด่วนเท่านั้น

ทั้งนี้ ในหลักกฎหมายทั่วไป หากมีปัญหาเรื่องขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จะพิจารณาว่าข้อความหรือมาตรานั้น เป็นหลักการสำคัญของกฎหมายหรือไม่ หากไม่ใช่สาระสำคัญ ก็จะตกไปเฉพาะข้อความหรือมาตราที่ขัดหรือแย้งเท่านั้น ส่วนกฎหมายฉบับนั้น ยังอยู่ ไม่ได้ตกไป

ทีนี้มีอีกสองช่องที่จะเป็น "รูลอด" ให้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ผ่านออกมาใช้ได้โดยไม่ไปตกม้าตายในศาลรัฐธรรมนูญ รูแรก ดูจะเป็นเรื่องทางเทคนิค ที่มือกฎหมายรัฐบาลได้รับการถ่ายทอดเคล็ดวิชามาจากคนเขียนรัฐธรรมนูญโดยตรง คือ ข้อความในมาตรา 173 วรรค 3 ที่บัญญัติไว้ว่า

"ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกำหนดใดไม่เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง ให้พระราชกำหหนดนั้นไม่มีผลใช้บังคับมาแต่ต้น"

บังเอิญว่า การตรา พ.ร.ก.ฉบับนี้ ออกตามความในมาตรา 172 วรรคสอง ที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้

เมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดไว้คนละวรรคแบบนี้ ไม่รู้จะเป็นรูลอดหรือช่องลับเฉพาะให้ใครหรือไม่?

ส่วนอีก "รูลอด" คือ ข้อความในมาตรา 173 วรรค 4 ที่บัญญัติไว้ว่า  "คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าพระราชกำหนดใดไม่เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมดเท่าที่มีอยู่

แน่นอนหากจะวินิจฉัยให้ พ.ร.ก.นี้ตกไปด้วยเหตุแห่งการขัดมาตรา 172 วรรคหนึ่ง ต้องได้เสียงสองในสามหรือ 6 เสียงขึ้นไป ถ้าเป็นเสียงข้างมากธรรมดา 5 ต่อ 4 เสียง ก็จะไม่มีผลทำให้ พ.ร.ก.ต้องตกไปแต่อย่างใด

นี่แหล่ะที่เชื่อกันว่า "มีหนู มีรู" ทำให้รัฐบาลมั่นใจ กล้าเดินหน้าลุยไฟว่าเราทำได้

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์