เมื่อคำขอโทษยังไม่พอ วิกฤติศรัทธา-เกมอำนาจ เขย่าเก้าอี้แม่ทัพภาค 4

20 เม.ย. 2569 - 10:21

  • แม้มีการ ‘ขอโทษ’ แต่เครือข่าย 3 สมาคมในพื้นที่ชายแดนใต้และนักการเมืองบางส่วน ไม่ยอมรับ และเรียกร้อง ต้องย้าย ‘แม่ทัพยูร’ ออกจากพื้นที่

  • ‘แม่ทัพยูร’ ถูกมองว่า ข้ามห้วย-ข้ามสาย ในการขึ้นตำแหน่ง สร้างแรงเสียดทานกับกลุ่มอำนาจเดิมในกองทัพ

เมื่อคำขอโทษยังไม่พอ วิกฤติศรัทธา-เกมอำนาจ เขย่าเก้าอี้แม่ทัพภาค 4

สิ้นคำขอโทษ และสิ้นบรรยากาศแห่งการทอดไมตรีไปแล้ว แต่ปฏิบัติการรุมกินโต๊ะ ‘แม่ทัพยูร’ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ก็ยังไม่จบ 

ตัวแทนของ 3 สมาคม ที่ประกอบด้วย สมาคมสถาบันปอเนาะ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สมาคมตาดีกา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ สมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม รวมถึง ‘รอมฎอน ปันจอร์’ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ยังคงยืนกราน “ไม่ยอมรับแค่ขอโทษ”

‘รอมฎอน’ ถึงขั้นให้ทางออกว่า หากไม่ย้าย ‘แม่ทัพยูร’ ออกจากตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 ก็ต้องย้ายออกจากตำแหน่ง ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และเสนอให้ส่ง ‘แม่ทัพยูร’ กลับไปนั่งทำงานรับผิดชอบที่ ค่ายวชิราวุธ ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการกองทัพภาค 4 ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช

ทั้ง ตัวแทน 3 สมาคม และ ‘รอมฎอน’ เห็นว่า พล.ท.นรธิป ไม่มีความชอบธรรมที่จะอยู่ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะมีทัศนคติที่อันตรายต่อพื้นที่ อันจะส่งผลกระทบต่อความร่วมมือระหว่างทั้ง 3 สมาคมกับกองทัพ

อะไรทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ ออกอาการถึงขั้นขับไล่ไสส่ง ‘แม่ทัพยูร’ ออกจากพื้นที่ 

ไม่ยอมรับแม้จะมีคำขอโทษ ที่หลายๆฝ่ายเห็นว่า ไม่ควรต้องขอโทษด้วยซ้ำ

แค่ประโยค “ถ้าผมทำ…ไม่รอดแน่” กับคำให้สัมภาษณ์ที่พาดพิงถึง ปอเนาะ และ ตาดีกา ว่า เป็นแหล่งเพาะบ่มกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ 

แค่ 2 ปัจจัยนี้หรือ? ที่ทำให้มีประกาศิตไม่ให้ ‘แม่ทัพยูร’ อยู่ในพื้นที่

ปฏิบัติการกดดันที่รับลูกกันทั้งกระบวนการ ทั้งโยนลูก ทั้งช่วยกันชง ทั้งช่วยกันตบ ดูจะสอดรับกันอย่างลงตัว ประหนึ่งเป็นวงมโหรีที่ซ้อมร่วมกันมาเป็นปี  

เมื่อลองถอดรหัสปฏิบัติการทั้งหมด หรือลองคลี่ปมปริศนาความเคลื่อนไหวอย่างระบบเหล่านี้ ทำให้พอเห็นใยที่ถูกชัก โดยมือที่มองเห็น 

จริงอยู่ การลงมาของ ‘แม่ทัพยูร’ ในตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 อาจไม่เป็นที่ต้องตา ต้องใจ ของใครหลายๆฝ่าย เพราะทั้งข้ามห้วย ข้ามหัว และข้ามเขตไปในตำแหน่งอย่างเห็นได้ชัด 

แต่หากคนที่ติดตามเส้นทางการเติบโตในชีวิตรับราชการจะรู้ดีว่า ‘แม่ทัพยูร’ รู้ทิศทางลม รู้ทิศทางโต เมื่อเห็นทางข้างหน้าฝ่าไม่ไหว ก็จะเบนเข็มตัวเองไปพื้นที่อื่น เพื่อโอกาสการเติบโตในตำแหน่งสูงสุดของแต่ละหน่วย 

ก่อนนี้เส้นทางการเติบโตของ ‘แม่ทัพยูร’ก่อนจะมาเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 2 และแม่ทัพภาคที่ 4 เคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 3 ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ภาคอีสานตอนบน ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี จนดูเหมือนเป็นลูกหม้อของพล.ร.3

แต่น้อยคนที่จะรู้ว่า แท้ที่จริง ‘แม่ทัพยูร’ เติบโตในพื้นที่กองพลทหารราบที่ 6 หรือ พล.ร.6 ที่รับผิดชอบพื้นที่อีสานใต้มาก่อน ตั้งระดับผบ.ร้อย และผบ.พัน จนถึงผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 23    

แต่พล.ร.6 ในยุคนั้น คลาคล่ำไปด้วยแคนดิเดต ผบ.พล.ที่มีอายุราชการไล่เรี่ยกัน และส่วนใหญ่เป็นนักรบอีสานใต้ที่เชี่ยวชาญด้านการรบในพื้นที่ทั้งสิ้น 

ไล่มาจาก เพื่อนร่วมรุ่นตท.26 ทั้งพล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ และพล.ท.วีรยุทธิ์ รักศิลป์ หรือแม้กระทั่งพล.ต.ณัฎฐ์ ศรีอินทร์ รุ่นน้อง ตท.27 ก็ยังเป็นดาวรุ่งที่เป็นแคนดิเดตในตำแหน่งผบ.พล.ร. 6 กองพลสำคัญของกองทัพภาคที่ 2 

ขณะที่พล.ร.3 มีเพียงพล.อ.บุญสิน พาดกลาง และพล.ต.ณรงค์ สวนแก้ว ตท.26 ในเวลานั้น ที่เป็นแคนดิเดตในตำแหน่ง แต่ทั้งคู่เกษียณอายุราชการก่อนแม่ทัพยูร นอกจากนั้นก็เป็นรุ่นน้อง ตท.28 และตท.29 

แม่ทัพยูรในเวลานั้น จึงเบนเข็มไปเติบโตที่พล.ร.3 และได้ขยับขึ้นเป็นผบ.พล.ร.3 ในปี 2565 – 2567 พร้อม ‘แม่ทัพเติ่ง’ พล.ท.วีระยุทธ์ ที่ขึ้นเป็นผบ.พล.ร. 6 ในปีเดียวกัน    

หาก ‘แม่ทัพยูร’ ยังอยู่ที่ พล.ร.6 โอกาสที่จะขยับขึ้นเป็น ผบ.พล.ร.6 จะยากกว่า เพราะต้องเป็นแคนดิเดตแข่งกับ ‘แม่ทัพเติ่ง‘ พล.ท.วีรยุทธ์ ที่เกษียณพร้อมกันในปี 2570 อันอาจจะทำให้ แม่ทัพยูร ขยับขึ้นไปเป็นแคนดิเดตแม่ทัพภาคที่ 2 ไม่ทัน 

เพราะขณะที่ ‘แม่ทัพยูร’ เป็นผบ.พล.ร. 3 ถึง 2 ปีนั้น ‘แม่ทัพเติ่ง’ เป็นผบ.พล.ร.6 เพียงปีเดียว และขยับขึ้นเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 2 ไปก่อนแล้ว

เส้นทางการเป็นแม่ทัพของพลโทนรธิป มาเบี่ยงอีกครั้ง และเป็นจุดหักเหที่กระโดดข้ามห้วยไปในตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 เมื่อขึ้นมาเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 2 เมื่อปี 2567 โดยเป็นรอง 2 ที่อาวุโสต่ำกว่า ‘แม่ทัพเติ่ง’ และมีพล.ต.ณัฎฐ์ ศรีอินทร์ รุ่นน้อง ตท.27 เป็นรอง 3 

ความจริง ‘แม่ทัพยูร’ เกือบจะได้เป็นแม่ทัพภาคที่ 2 หากปี 2567 การพูดคุยระหว่าง ‘พล.อ.เจริญชัย หินเธาว์’ ผบ.ทบ.ในขณะนั้น และ ‘พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์’ ที่ปีนั้นยังดำรงตำแหน่ง ผช.ผบ.ทบ.ไม่ลงตัว

‘พล.อ.พนา’ เคยเสนอแนวทางการแก้ปัญหากองทัพภาคที่ 4 ต่อ ‘พล.อ.เจริญชัย’ โดยเสนอให้สลับตัวแม่ทัพจากภาคอื่นลงไปแก้ปัญหากองทัพภาคที่ 4 แทน เนื่องจากเห็นว่า ปัญหากองทัพภาคที่ 4 เวลานั้นเริ่มวนอยู่ในอ่าง 

ชื่อที่ถูกเสนอในปี 2567 คือ ‘พล.ท.วีระยุทธ์ รักศิลป์’ แม่ทัพเติ่ง ที่เวลานั้นเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 2 มาแล้ว 1 ปี  

‘พล.อ.พนา’ เสนอชื่อ ‘แม่ทัพกุ้ง’ พล.ท.บุญสิน เป็นแม่ทัพภาคที่ 2 แต่เห็นว่า ‘แม่ทัพเติ่ง’ ที่เป็นรองแม่ทัพ และมีโอกาสเป็นแคนดิเดตแข่งกับ ‘แม่ทัพกุ้ง’ ยอมถอยไม่เสนอตัวแข่ง เพราะมีสัญญาใจกับแม่ทัพกุ้งที่ผิดหวังในปี 2566 ว่า จะไม่เสนอตัวแข่งกับเพื่อนเด็ดขาดและพร้อมรอจนแม่ทัพกุ้งเกษียณ

พล.อ.พนา เข้าพูดคุยส่วนตัวกับพล.อ.เจริญชัย เสนอ ‘แม่ทัพเติ่ง’ ลงใต้ ไปเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 เพราะเคยลงไปปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยเฉพาะกิจปัตตานีมาแล้ว 2 ครั้ง 

การพุดคุยครั้งนั้น แม้จะเป็นการเดินคุยกันส่วนตัว แต่ ‘พล.อ.เจริญชัย’ ก็ไม่ได้มีท่าทีปฏิเสธ เพียงแต่ถามว่า “จะเอาอย่างนั้นหรือ” ซึ่งคล้ายการตอบรับกลายๆ 

แต่ท้ายที่สุดชื่อแม่ทัพภาคที่ 4 ในปี 2567 กลับออกมาเป็น ‘พล.ท.ไพศาล หนูสังข์’ ลูกหม้อของทัพภาคที่ 4 แบบไม่มีข้ามห้วย 

คนใกล้ชิด ‘พล.อ.เจริญชัย’ บอกว่า นายก็คิดคล้ายกับ ‘พล.อ.พนา’ แต่หากทำเช่นนั้น ก็จะไม่เป็นธรรมกับ ‘พล.ท.ไพศาล’ เพราะทำงานในภาคสนาม และเติบโตตามไลน์มาโดยตลอด 

‘พล.ท.ไพศาล’ ในเวลานั้น ไม่มีความผิดและเหมาะสมในฐานะคนในพื้นที่ที่เข้าใจปัญหาภาคใต้อย่างถ่องแท้ จึงได้รับการเสนอชื่อเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 ส่วน ‘พล.ท.วีระยุทธ์’ ก็รออีก 1 ปี เพื่อขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 ต่อจากแม่ทัพกุ้ง

หากเกมไม่พลิกในวันนั้น และ ‘แม่ทัพเติ่ง’ ลงใต้ในปี 2567 ตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 ในปี 2568 ก็จะเป็นการชิงดำกันระหว่าง ‘แม่ทัพยูร’ และ ‘รองณัฎฐ์’ ซึ่งมีโอกาสที่แม่ทัพยูรจะได้เป็นแม่ทัพภาคที่ 2 และไม่เกิดเหตุการณ์เหมือนดังที่เกิดในวันนี้ 

แต่เมื่อเกมพลิก เมื่อปี 2567 ’แม่ทัพเติ่ง‘ ยังอยู่ในตำแหน่งรองแม่ทัพภาคที่ 2 และเป็นแคนดิเดตแม่ทัพแบบเต็งจ๋า ‘แม่ทัพยูร’ ที่เวลานั้นเพิ่งขยับเข้าไลน์มาเป็นรองแม่ทัพ จึงเริ่มคำนวนทิศทางน้ำ  วิเคราะห์เส้นทางลม 

แม้ว่าห้วงเวลานั้น ‘แม่ทัพยูร’ จะใกล้ชิดสนิทสนมกับพ่อใหญ่ทิน สุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจากพรรคเพื่อไทย จนถึงขั้นร่วมก๊วนกอล์ฟและร่วมเวทีคาราโอเกะในแทบทุกครั้งที่พ่อใหญ่ทินกลับบ้าน แต่ ‘แม่ทัพยูร’ คำนวนแล้วว่า โอกาสชิงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 จาก ‘แม่ทัพเติ่ง’ เวลานั้น เป็นไปได้ยาก 

ยิ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์เปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีจากนายกฯเศรษฐา ทวีสิน มาเป็น นายกฯแพทองธาร ชินวัตร เปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จากพ่อใหญ่ทิน มาเป็นสหายใหญ่‘ภูมิธรรม เวชยชัย’ 

‘แม่ทัพยูร’ จึงเริ่มขยับทิศทางใหม่ และอ่านความคิดของ ‘พล.อ.พนา’ ที่วันนั้นขยับขึ้นมาเป็นผบ.ทบ.แล้ว และกำลังจะทำโผนายพลปี 2568 ว่า ผบ.ปู ยังคาใจเรื่องการสลับตัวนายทหารจากภาคอื่นลงไปเป็นแม่ทัพภาคที่ 4

เส้นทางชีวิตของ ‘แม่ทัพยูร’ จึงหักเหอีกครั้ง เมื่ออาสาที่จะเป็นตัวแทนรุ่น ตท.26 ลงใต้ไปแก้ปัญหาให้ผบ.ทบ.โดยเชื่อมั่นในพลังของเพื่อนร่วมรุ่นที่เวลานั้น เติบโตขึ้นมาในหลายตำแหน่งในกองทัพบกว่า จะซัพพอร์ตให้แก้ปัญหากองทัพภาคที่ 4 ได้อย่างเต็มที่

รวมทั้งยังมั่นใจเพื่อนรุ่นที่อยู่ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 4 ที่ขยับเข้าไปรองรับ ทั้งแม่ทัพน้อยที่ 4 รองแม่ทัพน้อย และผบ.มทบ. 

‘แม่ทัพยูร’ จึงหอบหิ้วทีมงานประจำตัวลงไปเพียงคนเดียว คือ พ.อ.ปราโมทย์ เนียมสำเภา ในตำแหน่งรองเสนาธิการกองทัพภาคที่ 4 

ปี 2568 แม้ฟ้าลิขิตให้ ‘แม่ทัพยูร’ ลงไปเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 แต่ฟ้าก็ลิขิตให้น้ำหลากท่วมหนักที่สุดในรอบหลายสิบปีพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 

น้ำท่วม…ที่ทำให้ผู้คนเริ่มกังขาในตัวแม่ทัพคนใหม่ ว่า มีฝีมือเพียงพอที่จะแก้ปัญหาใหญ่กว่านี้จริงหรือ 

แม้ ‘แม่ทัพยูร’ จะสอบผ่านวิกฤติน้ำท่วมไปได้อย่างฉิวเฉียด เพราะรถทัวร์เบนเข็มไปจอดแถวบ้านนายกฯแป้น ณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ และนายกฯหนู อนุทิน ชาญวีรกูลแทน แต่ล่าสุดวิกฤติรอบใหม่ที่ปลายด้ามขวาน ก็กำลังจะพิสูจน์ฝีมือของ ‘แม่ทัพยูร’ อีกครั้ง

เมื่อกล้าอาสาที่จะลงมาแก้ปัญหา เมื่อกล้าที่จะออกมาท้าชนอำนาจมืด ก็ต้องรอดูว่าจะพลิกเกมปัญหารอบนี้ ประคองตัวครบปีได้หรือไม่…ท่ามกลางปฏิบัติการรุมกินโต๊ะจากรอบด้าน 

EP.หน้ามาว่ากัน ‘แม่ทัพยูร’ ข้ามหัวใครมาบ้าง ข้ามห้วยอะไรมา และข้ามเขตสัมปทานของใคร ถึงได้ถูกปฏิบัติการรุมกินโต๊ะแบบนี้

ระหว่าง “คนบัญชา หรือ จะสู้ฟ้าลิขิต” กับ “ลิขิตฟ้า หรือ จะสู้แรงอาฆาตคน” ต้องติดตามต่ออย่ากระพริบตา

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์