ย้าย-ไม่ย้าย ‘แม่ทัพภาค 4’ หินลองทอง ‘นายกฯหนู’ โชว์เด็ดขาดได้ ‘แต่เคสนี้น่ะ…ใช่หรือ?’

17 เม.ย. 2569 - 12:34

  • คำเดียวสะเทือนทั้งใต้! “ถ้าผมทำ ไม่รอดแน่” จุดไฟดราม่าร้อน

  • ยิง 17 นัดไม่ตาย…แผนพลาดหรือมีนัย?

  • ดราม่าปิดไมค์ สะเทือนถึงนายกฯอนุทิน วัดใจย้าย-ไม่ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4

ย้าย-ไม่ย้าย ‘แม่ทัพภาค 4’ หินลองทอง ‘นายกฯหนู’ โชว์เด็ดขาดได้ ‘แต่เคสนี้น่ะ…ใช่หรือ?’

สถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ร้อนฉ่าขึ้นมาอีกรอบ จากวาทะเด็ด “ถ้าเป็นผมทำ ไม่รอดแน่” ของ พลโท นรธิป โพยนอก หรือแม่ทัพยูรแม่ทัพภาคที่ 4 ที่พูดในระหว่างการตอบคำถามสื่อมวลชน ในการแถลงข่าวคดีดักยิง สส.นราธิวาส กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ พรรคประชาชาติ

แม้ ‘แม่ทัพยูร’ จะขอปิดไมค์ก่อนที่จะพูดประโยคนี้ อันเป็นการส่งสัญญาณถึงสื่อทั้งหมดในห้องนั้นว่า เป็นการพูดแบบ Off Record หรือ อีกนัยยะที่สื่อมืออาชีพส่วนใหญ่เข้าใจดีว่า นี่คือ ความเห็นส่วนตัวนอกรอบ ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาที่ให้สัมภาษณ์

แต่การปิดไมค์พูดในการแถลงข่าว ต่างจากการ Off Record กรณีที่สัมภาษณ์เดี่ยว เพราะในกรณีนั้น โดยมารยาทและจรรยาบรรณสื่อ นั่นคือ การให้ความเห็นเพิ่ม ในประเด็นละเอียดอ่อน หรือ ประเด็นที่ไม่ควรเปิดเผย   แต่แหล่งข่าวอยากอธิบายให้เข้าใจ

กรณี Off Record สื่อมืออาชีพส่วนใหญ่ จะรักษาความลับของข้อมูลหรือเผยแพร่ได้ แต่ไม่อ้างถึงแหล่งข่าว ทั้งนี้ เพื่อเซฟแหล่งข่าวที่ยอมเปิดเผยเรื่องนี้ 

แต่กรณี ปิดไมค์ระหว่างแถลงข่าว โดยมีสื่อจำนวนมากอยู่ในห้องแถลงข่าว และเกือบทุกสื่อ ยังคง Record เสียงนอกไมค์ของแม่ทัพ ที่ยังคงได้ยินชัดทั้งห้อง ย่อมยากที่จะบอกทุกสื่อว่า นี่คือ ความเห็นนอกเหนือการแถลงข่าว

แต่กระนั้น แม้ไม่เข้าข่ายการให้ข้อมูลแบบ Off Record แต่ประโยค “ถ้าเป็นผมทำ ไม่รอดแน่” ถ้าอ่านเจตนาของแม่ทัพยูรให้ชัด อ่านกันแบบไร้อคติ อ่านแบบมืออาชีพไม่มีนัยยะแอบแฝง ก็จะเห็นความหมายที่แม่ทัพยูรต้องการสื่อออกไป 

เพราะคนที่ติดตามข่าวการดักสังหาร สส.กมลศักดิ์ มาตั้งแต่คืนแรกที่เกิดเหตุ และได้เห็นภาพในที่เกิดเหตุ ย่อมเข้าใจว่า แม่ทัพยูรต้องการสื่อความหมายอะไรในการพูดประโยคนั้น

นัยยะของคนที่ได้รับการฝึกใช้อาวุธสงคราม นัยยะของคนที่มีประสบการณ์การใช้อาวุธสงคราม ย่อมเห็นความผิดสังเกตบางอย่างในที่เกิดเหตุ 

กลุ่มกระสุนที่เกาะกลุ่มเฉพาะฝั่งคนขับ และฝั่งตำรวจติดตาม โดยไม่มีกระสุนนัดใด เจาะเข้าบริเวณด้านคนนั่ง ล้วนเป็นความผิดสังเกตุที่คนที่คุ้นชินกับการใช้อาวุธสงคราม คุ้นชินกับปฏิบัติการในรูปแบบนี้ เป็นธรรมดาที่ต้องสงสัย เป็นธรรมดาที่ต้องตั้งคำถาม 

สุดท้ายเป็นธรรมดาที่ต้องคิดว่า ถ้าตัวเองเป็นคนทำ หรือเป็นคนคุมปฏิบัติการนี้ โอกาสพลาดควรจะน้อยมาก โดยเฉพาะจำนวนกระสุนที่สาดออกไปนับสิบนัด 

กระสุนจากอาวุธสงคราม จำนวน 17 นัด ทำได้เพียงสร้างความบาดเจ็บให้กับ คนขับประจำตัวและตำรวจติดตาม สส.กมลศักดิ์ เท่านั้น ส่วนสส.กมลศักดิ์ ไม่มีแม้รอยขีดข่วน 

กรณีแบบนี้ ผู้เชี่ยวชาญการใช้อาวุธสงครามรายหนึ่งเคยให้ข้อสังเกตว่า คนยิง ไม่ใช่ไม่มีฝีมือ คนยิง ไม่ใช่ยิงมั่ว แต่คนยิงแบบนี้ได้ มีแต่คนที่เป็นมืออาชีพเท่านั้น ยิงถล่มให้ตาย ยิงง่าย แต่ยิงยังไงไม่ให้ตาย ยิงยังไงไม่ให้โดนเป้าหมายที่ถูกกำหนด ยิงยากยิ่งกว่า

ถ้าเทียบกับการยิงลูกโทษ ในสนามฟุตบอล ตั้งใจยิงให้เข้ากับตั้งใจยิงให้ชนเสา หรือชนคาน 

ยิงให้เข้าง่ายกว่าเยอะ ส่วนจะยิงทุกครั้งให้ชนเสา หรือยิงทุกครั้งให้ชนคาน ต้องเป็นนักฟุตบอลที่มีทักษะเยี่ยมเท่านั้น ถึงจะทำได้ 

เช่นเดียวกัน มืออาชีพเท่านั้น จึงจะกราดยิง 17 นัด โดยไม่ให้ถูกเป้าหมาย และไม่มีคนตาย

แล้ว เคสยิง สส.กมลศักดิ์ คนยิงที่รับสารภาพวันนี้ เป็นอาสาสมัครทหารพราน ที่ผ่านการฝึกใช้อาวุธสงครามมาแล้วอย่างหนัก 

คนวางแผน เป็นถึงอดีตทหารมืออาชีพที่ผ่านหลักสูตร Recon หลักสูตรสำคัญของนาวิกโยธิน เป็นคนที่ผ่านหลักสูตรรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ เป็นคนที่มีประสบการณ์การอารักขาบุคคลสำคัญในอัฟกานิสถาน และในสถานที่สำคัญของ UN มาแล้วอย่างโชกโชน 

คนแบบนี้ หรือ ที่วางแผนสังหารคนสำคัญหน้าบ้านเป้าหมาย คนแบบนี้ หรือ ที่วางแผน Killing Zone แบบหละหลวม 

คนแบบนี้ หรือ ที่พลาดการสังหารเป้าหมาย แบบที่คนจ้างคงไม่จ่ายเงินให้ เพราะหลับตายิงสาดแบบพลทหารบางนายที่เพิ่งเข้าสมรภูมิครั้งแรก  

นี่คือ ข้อสังเกตที่ 'แม่ทัพยูร' พยายามให้สื่อเข้าใจว่า ถ้าเป็นผม อันหมายถึง ถ้าเป็นคนที่มีประสบการณีประสบการณ์การใช้อาวุธสงคราม ผ่านหลักสูตรการรบนอกแบบ หลักสูตรการซุ่มโจมตีเป้าหมาย เมื่อลงมือปฏิบัติการย่อมมีทางรอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเหยื่อ หรือ เป้าหมาย ไม่มีแม้กระทั่งทีม Cover หรือทีมอารักขา ไม่มีรถนำ และรถคุ้มกันปิดท้ายขบวน ยิ่งเป็นเป้าหมายที่ง่ายต่อปฏิบัติการ

เส้นทางจากสนามบินหาดใหญ่ก่อนถึงบ้าน สส.กมลศักดิ์ ก็มีจุดเปราะบางอีกหลายจุดที่ลงมือได้ และลงมือแล้วหลบหนีง่ายกว่า 

แต่ทีมสังหาร…กลับรอจนรถสส.ไปถึงหน้าบ้าน แล้วจึงลงมือ 

แผนปฏิบัติการทั้งหมด หละหลวมแบบเห็นได้ชัด ทั้งหมด คือ สิ่งที่ ‘แม่ทัพยูร’ สื่อ 

ขณะที่การตีความประโยคนี้ของคนบางกลุ่ม กลับเลือกที่จะตีความว่า…นี่คือการข่มขู่ 

คำสัมภาษณ์ของแม่ทัพยูร ถูกถอดอย่างละเอียด และถอดรหัสออกมาเป็นประเด็น 

ด้านหนึ่ง คือ ประโยค “ถ้าผมทำ ไม่รอดแน่” ว่า เป็นความหมายที่ต้องการข่มขู่คนในพื้นที่ 

เป็นความหมายที่พร้อมจะนำเหตุการณ์ในอดีต ที่มีการอุ้มหาย การลอบสังหารคนสำคัญในพื้นที่ กลับมาใช้อีก 

ส่วนอีกด้านหนึ่ง คือ ประโยคที่พาดพิง ตาดีกา ปอเนาะ และแหล่งสอนศาสนาว่า เป็นแหล่งเพาะบ่มผู้ก่อความไม่สงบ ถูกขยายความว่า “ไม่เข้าใจบริบทของพื้นที่ ขาดความรู้ และความเข้าใจ มีอคติต่อครูสอนศาสนา และผู้นำศาสนาในพื้นที่” 

ทั้ง 2 ประเด็น ถูกขยายผล และถาโถมเข้าถล่มตัวแม่ทัพ จนถึงขั้นยื่นหนังสือต่อเลขาธิการศอ.บต. และนายกรัฐมนตรี ขอให้ย้าย พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ออกจากพื้นที่ ทั้งที่แม่ทัพยูร เพิ่งลงมาปฏิบัติหน้าที่ได้เพียง 6 เดือน

จากเป้าหมายที่เรียกร้องให้คลี่ปมคดี สส.กมลศักดิ์ ซึ่งการแถลงข่าวให้ความชัดเจนเรื่องการดักสังหารเปลี่ยนไปในพริบตา จากข้อเรียกร้องให้ดำเนินคดีต่อผู้ลงมือวางแผนดักสังหาร สส.กมลศักดิ์เปลี่ยนเป็นเป้าหมายให้ย้าย พล.ท.นรธิป ออกจากตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4  อย่างรวดเร็ว และพร้อมเพรียงอย่างเป็นระบบ

น่าสังเกตว่า อะไรเป็นปัจจัยความพร้อมที่ใช้เวลาเพียง 2-3 วันก็สามารถรวมกลุ่ม เข้าถล่มแม่ทัพยูรแบบพร้อมเพรียงกันได้ 

ปัจจัยนี้ ต้องชื่นชมแม่ทัพยูรว่า ไม่น่าเชื่อว่า ใช้เวลาเพียง 6 เดือน จะสามารถทำให้คนรักได้มากมายขนาดนี้ 

ส่วนปัจจัยอะไร ทำให้แม่ทัพยูร มีคนรักมากขนาดนี้ EP.หน้า จะสรุปให้เห็น 

แต่ EP นี้ สิ่งที่ต้องวัดใจหนักๆ คือ วัดใจ นายกฯหนู อนุทิน ชาญวีรกูล 

วัดใจว่า จะใช้ความเด็ดขาดจต่อการตัดสินใจเรื่องนี้แบบไหน  เพราะก่อนจะลงมา นายกฯหนูให้สัมภาษณ์ว่า พร้อมจะตัดสินใจแบบเด็ดขาด ใครบอกย้ายไม่ได้ จะย้ายให้ดู

ก็ต้องวัดใจและภาวนาว่า ให้นายกฯหนูใช้ความเด็ดขาดให้ถูกจุด 

ภาวนาว่า ให้ความเด็ดขาดนั้น เหมาะ และ ควร กับประเด็นที่กำลังเกิด 

อย่าให้ความเด็ดขาดที่นายกฯหนูกำลังจะโชว์ เป็นความเด็ดขาดที่จะนำไปสู่ความพ่ายแพ้แบบหมดรูปของภาครัฐ 

…และจะเป็นความพ่ายแพ้แบบหมดรูปของฝ่ายความมั่นคง   

อันจะนำไปสู่ความขัดแย้ง และโอกาสการเผชิญหน้ากันของรัฐบาลกับกองทัพแบบไม่ควรจะเกิด 

ย้ายคนผิดน่ะย้ายได้ ไม่แปลกที่นายกต้องเด็ดขาด

แต่ย้ายผิดคน…เป็นดุลพินิจที่นายกรัฐมนตรีต้องพิจารณาอย่างละเอียด

นายกฯอาจต้องการพื้นที่โชว์ความเด็ดขาดในงานด้านความมั่นคง งานที่นายกฯกำลังถูกพิสูจน์ว่า เข้าใจบริบทของงานด้านความมั่นคงหรือไม่ ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้รอบนี้ จะเป็น “หินลองทอง” ว่า คนชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล ของจริงหรือไม่ หรือแค่มีคอนเนกชั่นกับผู้คนในหน่วยงานด้านความมั่นคง แต่ยังขาดความเข้าใจในงานด้านความมั่นคงอย่างถ่องแท้ 

พล.ท.พิศาล วัฒนวงศ์คีรี อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 เคยถูกย้ายมาแล้วกรณีตากใบ และยังต้องคดีที่ต้องต่อสู้กันยาวนาน แต่เพราะนั่น เพราะชัดเจนว่า พล.ท.พิศาล ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดผู้เสียชีวิตจำนวนมาก จากปฏิบัติการที่พล.ท.พิศาลเป็นผู้รับผิดชอบ

พล.ท.วลิต โรจนภักดี อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ก็ถูกย้ายกลางเทอม หลังข้ามห้วยจากบูรพาพยัคฆ์ ไปเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 ได้เพียง 6 เดือน แต่การโยกย้ายครั้งนั้น ก็ยังเป็นการย้ายในฤดูการโยกย้ายเดือนเมษาฯ และใครๆก็รู้ว่า อะไรคือเบื้องหลังการย้ายแม่ทัพอู้ด ในห้วงเวลานั้น  

แต่ครั้งนี้…ผ่านช่วงของการโยกย้ายกลางปีมาแล้ว 

การย้าย ต้องมีความผิดที่ชัดเจนเท่านั้น ท่าทีที่จะแสดงความเด็ดขาดของนายกฯหนู จึงถูกตั้งข้อสังเกตว่า  “โชว์ความเด็ดขาดน่ะทำได้ แต่เคสนี้ จะใช่ จริงล่ะหรือ”

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์