เวทีเสวนา “ทิศทางนโยบายภาครัฐใน 4 ปีข้างหน้า” ของ สมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย สะท้อนความกังวลต่ออนาคตเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธาน สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และนายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย ระบุว่า แม้ไทยจะเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างมานาน ทั้งเรื่องภาคเกษตร ผู้สูงอายุ และเศรษฐกิจมหภาค แต่ขณะนี้รัฐบาลกำลังต้องรับมือ “ปัญหาเฉพาะหน้า” ที่รุนแรงขึ้นจากความผันผวนของโลก
โลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนใหญ่
ดร.กอบศักดิ์ระบุว่า โลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ และความผันผวนที่เห็นในปัจจุบันอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น โดยเฉพาะในช่วง 3 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นช่วงที่นโยบายของ Donald Trump จะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจโลก
ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจกำลังขยายตัวจากสงครามการค้าไปสู่มิติอื่น ทั้งเทคโนโลยี การเงิน ทรัพยากรหายาก และความมั่นคงทางทหาร
“โลกกำลังเข้าสู่ระเบียบโลกใหม่ (New World Order) และความผันผวนที่เราเห็น เช่น ตลาดหุ้นตกแรง อาจเป็นเพียงการซ้อมเล็ก ก่อนจะมีแรงกระแทกใหญ่ในอนาคต” ดร.กอบศักดิ์
ตลาดการเงินผันผวน ระลอกแรกของวิกฤต
ดร.กอบศักดิ์มองว่า ความผันผวนในตลาดทุนเป็น “ระลอกแรก” ของผลกระทบจากความตึงเครียดโลก โดยหลายประเทศเผชิญการปรับตัวของราคาสินทรัพย์
ตัวอย่างเช่น
• ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงหลายพันจุด
• ตลาดหุ้นไทยร่วงลงมากกว่า 100 จุดภายในช่วงสั้น
• ตลาดในเอเชียบางประเทศปรับตัวลงแรง
นอกจากนี้ ราคาทองคำและน้ำมันโลกยังผันผวนสูง ซึ่งอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจจริงในระยะถัดไป ระลอกสองกระทบเศรษฐกิจจริง ระลอกถัดไปของผลกระทบจะมาถึงเศรษฐกิจจริง โดยเฉพาะต้นทุนพลังงาน การค้า และการลงทุน พร้อมยกตัวอย่างว่า หากราคาน้ำมันพุ่งขึ้น อาจกระทบค่าครองชีพ การผลิต และความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ
“รัฐบาลต้องคิดล่วงหน้าว่าจะรับมืออย่างไร หากเกิดแรงกระแทกทางเศรษฐกิจในระลอกต่อไป”

ไทยกำลังเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีครั้งใหญ่
อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญคือ การเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย ดร.กอบศักดิ์ระบุว่า เศรษฐกิจไทยพึ่งพาเทคโนโลยีจากญี่ปุ่นมาเป็นเวลานาน แต่ขณะนี้หลายบริษัทญี่ปุ่นกำลังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดโลก
การเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีใหม่ เช่น
• ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
• เซมิคอนดักเตอร์
• ดาต้าเซ็นเตอร์
• ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
กำลังเป็นโอกาสใหม่ของไทย โดยการลงทุนจากจีนและประเทศอื่นเริ่มหลั่งไหลเข้ามา “หน้าที่ของรัฐคือทำให้ช่วงเปลี่ยนผ่านนี้สั้นที่สุด หากยืดเยื้อ บริษัทจำนวนมากอาจล้ม และระบบการเงินจะได้รับผลกระทบ”
โลกใหม่บีบให้ไทยต้องเลือกข้าง
ดร.กอบศักดิ์เตือนว่า ในอนาคต ประเทศต่าง ๆ อาจถูกกดดันให้เลือกข้างระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีนความขัดแย้งดังกล่าวไม่ได้จำกัดเฉพาะด้านเศรษฐกิจ แต่รวมถึงความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์ “คำถามสำคัญที่จะถูกถามกับรัฐบาลไทยคือ ไทยจะยืนอยู่ตรงไหนระหว่างสองมหาอำนาจ” นอกจากนี้ยังได้ สูตรรับมือวิกฤต: ลดพึ่งพา-สร้างความแข็งแกร่ง 4 ประการ ได้แก่
1. มองโลกตามความจริง ไม่ประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป
2. ลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และกระจายการค้าไปยังภูมิภาคอื่น
3. เสริมความแข็งแกร่งเศรษฐกิจภายในประเทศ
4. เตรียมระบบสำรองด้านพลังงาน อาหาร และเวชภัณฑ์
ประเทศไทยเปรียบเหมือนเรือลำเล็ก หากจะผ่านมรสุมโลกได้ เราต้องทำให้เรือแข็งแรงขึ้น
— ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล
“นิพนธ์” ชี้เกษตรไทยกำลังเป็นภาระเศรษฐกิจ
ด้าน ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร อดีตนายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย ระบุว่า ภาคเกษตรกรรมไทยกำลังกลายเป็นภาระของเศรษฐกิจ เนื่องจากขาดการปรับตัวและมีผลิตภาพต่ำ
เขาเสนอว่า รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ (Productivity) ของภาคเกษตร
ขณะเดียวกัน การอุดหนุนภาคเกษตรควรมีเงื่อนไขที่ชัดเจน เช่น การไม่เผาป่า และการใช้วิธีการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ทางออกสำคัญ: ย้ายแรงงานออกจากเกษตร
ดร.นิพนธ์ชี้ว่า ปัญหาสำคัญของเกษตรไทยคือมีแรงงานอยู่ในภาคเกษตรมากเกินไป เมื่อเทียบกับรายได้ที่เกิดขึ้น
ดังนั้น แนวทางสำคัญคือการย้ายแรงงานบางส่วนออกจากภาคเกษตรไปสู่ภาคอุตสาหกรรมและบริการที่มีรายได้สูงกว่า “เมื่อแรงงานลดลง รายได้ต่อหัวของเกษตรกรที่เหลืออยู่จะเพิ่มขึ้น และภาคเกษตรจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

“นักวิชาการ” แนะเปิดตลาดแรงงานทุกวัย–ปฏิรูประบบรายได้ผู้สูงอายุ
ดร.นฎา วะสี หัวหน้ากลุ่มงานวิจัยของ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ กล่าวว่า หนึ่งในข้อเท็จจริงสำคัญคือ อายุขัยของคนไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 78 ปี และองค์การสหประชาชาติประเมินว่า คนไทยมีสุขภาพดีจนถึงอายุราว 67 ปี
อย่างไรก็ตาม กฎเกณฑ์ด้านแรงงานของไทยยังคงยึดอายุเกษียณไว้ที่ประมาณ 60 ปี ทั้งในภาครัฐและเอกชน ขณะที่การรับบำนาญจากประกันสังคมเริ่มได้ตั้งแต่อายุ 55 ปี ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ
หลายประเทศได้ปรับอายุเกษียณขึ้นเป็น 62–65 ปีแล้ว ขณะที่สหรัฐอเมริกาปรับอายุรับบำนาญเต็มเป็น 67 ปีสำหรับคนรุ่นใหม่ สะท้อนการปรับตัวตามโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป
ตลาดแรงงานไทยสูญเสียศักยภาพคนวัยทำงาน
ข้อมูลการจ้างงานยังสะท้อนว่าประเทศไทยสูญเสียแรงงานที่มีศักยภาพไปก่อนวัยอันควร เมื่อเปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกา พบว่าคนที่มีการศึกษาสูงในสหรัฐฯ ยังคงทำงานต่อเนื่องหลังอายุ 60 ปี โดยผู้จบปริญญาตรีมากกว่า 50% ยังทำงานอยู่ และแม้อายุ 65 ปีก็ยังมีประมาณ 30% ที่อยู่ในตลาดแรงงาน ในทางกลับกัน แรงงานไทยหลังอายุ 60 ปีมีอัตราการทำงานลดลงอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงประมาณ 20–30% สะท้อนผลกระทบจากกฎเกณฑ์การเกษียณที่ทำให้ประเทศสูญเสียบุคลากรที่ยังมีศักยภาพ
นอกจากนี้ โอกาสในตลาดแรงงานของคนไทยยังเริ่มลดลงตั้งแต่อายุประมาณ 35–40 ปี จากข้อมูลประกาศรับสมัครงานออนไลน์ พบว่าประมาณ 60% ของตำแหน่งงานยังมีการกำหนดอายุผู้สมัคร โดยส่วนใหญ่จำกัดไว้ไม่เกิน 30–35 ปี แม้กระทั่งตำแหน่งที่ต้องการวุฒิปริญญาโทก็ยังมีการจำกัดอายุอยู่มาก
ข้อมูลผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมยังพบแนวโน้มคล้ายกัน คือแรงงานจำนวนมากค่อย ๆ หลุดออกจากระบบตั้งแต่อายุประมาณ 35–40 ปี
เสนอเลิกกำหนดอายุสมัครงาน
ดร.นฎาเสนอว่า ควรพิจารณายกเลิกการกำหนดอายุของผู้สมัครงาน โดยเฉพาะในตำแหน่งที่อายุต่ำกว่า 55 ปี เนื่องจากในหลายประเทศถือเป็นการเลือกปฏิบัติที่ผิดกฎหมาย ยกเว้นบางอาชีพที่มีข้อจำกัดเฉพาะ เช่น นักบิน หรือเจ้าหน้าที่ดับเพลิง
ขณะเดียวกัน การปรับอายุเกษียณอาจต้องดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะมีหลายฝ่ายที่อาจได้รับผลกระทบ ทั้งนายจ้างที่กังวลเรื่องต้นทุนแรงงาน และแรงงานบางกลุ่มที่ต้องการเกษียณก่อนเพราะสภาพงานที่ใช้แรงงานหนัก
หนึ่งในแนวทางที่ใช้ในหลายประเทศคือ การกำหนดอายุรับบำนาญเต็ม (Full Pension Age) ที่ค่อย ๆ ปรับเพิ่มขึ้นตามรุ่นของประชากร ขณะที่ผู้ที่ต้องการเกษียณก่อนสามารถทำได้ แต่จะได้รับบำนาญลดลง

ระบบรายได้ผู้สูงอายุไทยยังขาดการบูรณาการ
อีกหนึ่งปัญหาคือ ระบบรายได้ผู้สูงอายุของไทยมีหลายกองทุน แต่ขาดการออกแบบเชิงระบบปัจจุบันประเทศไทยมีหลายกลไกดูแลรายได้ผู้สูงอายุ เช่น
• เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
• กองทุนประกันสังคม
• กองทุนการออมแห่งชาติ
อย่างไรก็ตาม แต่ละระบบถูกพัฒนาและปรับปรุงแยกกัน โดยไม่มี “วิสัยทัศน์ร่วม” ว่าบทบาทของแต่ละระบบควรเป็นอย่างไร ส่งผลให้เกิดความซ้ำซ้อนและไม่สามารถประเมินได้ชัดเจนว่ารายได้หลังเกษียณของประชาชนเพียงพอหรือไม่
โครงสร้างภาษีไทยต่ำกว่าหลายประเทศ
ในมิติการคลัง ดร.นฎาระบุว่า รัฐบาลไทยยังมีข้อจำกัดด้านรายได้ เนื่องจากสัดส่วนการจัดเก็บภาษีต่อ GDP อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ข้อมูลของ World Bank ระบุว่า รายได้ภาษีของไทยอยู่ที่ประมาณ 16% ของ GDP และลดลงมาอยู่ราว 15% ในปัจจุบัน ซึ่งต่ำกว่าหลายประเทศที่มีระดับรายได้ใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีมูลค่าเพิ่ม
สำหรับกองทุนชราภาพของประกันสังคม ปัญหาหลักมาจากโครงสร้างรายรับและรายจ่ายที่ไม่สมดุล ปัจจุบันอัตราเงินสมทบอยู่ที่ 7% ของค่าจ้าง โดยแบ่งเป็น
• นายจ้าง 3%
• ลูกจ้าง 3%
• รัฐบาล 1%
แต่เมื่อเกษียณแล้ว ผู้ประกันตนจะได้รับบำนาญประมาณ 20% ของค่าจ้าง ตัวอย่างเช่น หากผู้ประกันตนมีเงินเดือน 10,000 บาท และส่งเงินสมทบ 15 ปี ก่อนรับบำนาญตั้งแต่อายุ 55 ปี หากมีชีวิตอยู่ถึงอายุ 70 ปี จะทำให้เงินที่ได้รับจากกองทุนมากกว่าเงินสมทบที่จ่ายเข้าไปอย่างมาก เพื่อให้กองทุนสมดุล ผลตอบแทนจากการลงทุนต้องสูงถึงประมาณ 7.2% ต่อปี ขณะที่ผลตอบแทนจริงในอดีตอยู่เพียงประมาณ 3–4% ต่อปี หากไม่มีการปรับโครงสร้าง กองทุนชราภาพมีแนวโน้มที่เงินจะหมดภายใน 20–30 ปีข้างหน้า
เสนอออกแบบระบบบำนาญใหม่ทั้งระบบ
ดร.นฎาเสนอว่า การปฏิรูประบบรายได้ผู้สูงอายุควรเริ่มจากการมองภาพรวมทั้งหมด โดยยึด “ผู้สูงอายุเป็นศูนย์กลาง” มากกว่าการยึดแต่ละกองทุนเป็นหลัก ทางเลือกหนึ่งคือ การปรับสูตรบำนาญและอัตราเงินสมทบของระบบประกันสังคมเพื่อให้มีความยั่งยืนมากขึ้น
อีกทางเลือกคือ การปรับระบบไปสู่รูปแบบบัญชีเงินออมเพื่อเกษียณรายบุคคล คล้ายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งให้ผลตอบแทนตามเงินออมของแต่ละคน แต่ก็ต้องมีมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เช่น การเพิ่มบทบาทของเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
ไทยอาจต้องใช้ 3 แนวทางพร้อมกัน
โดยหลักการ การสร้างรายได้หลังเกษียณสามารถทำได้ 3 วิธี ได้แก่
1. ออมเงินด้วยตนเองในช่วงวัยทำงาน
2. ใช้รายได้จากคนวัยทำงานในปัจจุบัน
3. ทำงานสร้างรายได้ต่อในวัยสูงอายุ
ดร.นฎามองว่า ประเทศไทยอาจต้องใช้ทั้งสามแนวทางพร้อมกัน เช่น การส่งเสริมการออมผ่าน กองทุนการออมแห่งชาติ รวมถึงการเพิ่มแรงจูงใจด้านภาษี หรือแนวคิด “บำนาญลอตเตอรี่” เพื่อกระตุ้นการออมของประชาชน
ขณะเดียวกัน อาจจำเป็นต้องพิจารณาการเพิ่มรายได้ภาครัฐ เช่น การปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมกับออกแบบระบบช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย






