ผ่าโจทย์หิน 4 ปีรัฐบาลใหม่: รับมือ ‘World War Trade’ ยุคที่ 2 และทางรอด "เรือเล็ก" ในมหาสมุทรวิกฤต

5 มี.ค. 2569 - 14:03

  • โลกกำลังเข้าสู่ระเบียบโลกใหม่ ความขัดแย้งมหาอำนาจอาจทำให้เศรษฐกิจโลกผันผวน ไทยต้องลดการพึ่งพาตลาดเดียว

  • โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง ภาคเกษตรมีแรงงานจำนวนมากแต่ผลิตภาพต่ำ จำเป็นต้องเพิ่ม R&D และย้ายแรงงานสู่ภาคที่สร้างรายได้สูงกว่า

  • ไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยเร็ว ต้องเปิดตลาดแรงงานทุกวัย ปรับระบบบำนาญ และเพิ่มการออมเพื่อความยั่งยืนของเศรษฐกิจ

ผ่าโจทย์หิน 4 ปีรัฐบาลใหม่: รับมือ ‘World War Trade’ ยุคที่ 2 และทางรอด "เรือเล็ก" ในมหาสมุทรวิกฤต

เวทีเสวนา “ทิศทางนโยบายภาครัฐใน 4 ปีข้างหน้า” ของ สมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย สะท้อนความกังวลต่ออนาคตเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธาน สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และนายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย ระบุว่า แม้ไทยจะเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างมานาน ทั้งเรื่องภาคเกษตร ผู้สูงอายุ และเศรษฐกิจมหภาค แต่ขณะนี้รัฐบาลกำลังต้องรับมือ “ปัญหาเฉพาะหน้า” ที่รุนแรงขึ้นจากความผันผวนของโลก

โลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนใหญ่

ดร.กอบศักดิ์ระบุว่า โลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ และความผันผวนที่เห็นในปัจจุบันอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น โดยเฉพาะในช่วง 3 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นช่วงที่นโยบายของ Donald Trump จะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจโลก

ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจกำลังขยายตัวจากสงครามการค้าไปสู่มิติอื่น ทั้งเทคโนโลยี การเงิน ทรัพยากรหายาก และความมั่นคงทางทหาร

“โลกกำลังเข้าสู่ระเบียบโลกใหม่ (New World Order) และความผันผวนที่เราเห็น เช่น ตลาดหุ้นตกแรง อาจเป็นเพียงการซ้อมเล็ก ก่อนจะมีแรงกระแทกใหญ่ในอนาคต” ดร.กอบศักดิ์

ตลาดการเงินผันผวน ระลอกแรกของวิกฤต

ดร.กอบศักดิ์มองว่า ความผันผวนในตลาดทุนเป็น “ระลอกแรก” ของผลกระทบจากความตึงเครียดโลก โดยหลายประเทศเผชิญการปรับตัวของราคาสินทรัพย์

ตัวอย่างเช่น

       •      ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงหลายพันจุด

       •      ตลาดหุ้นไทยร่วงลงมากกว่า 100 จุดภายในช่วงสั้น

       •      ตลาดในเอเชียบางประเทศปรับตัวลงแรง

นอกจากนี้ ราคาทองคำและน้ำมันโลกยังผันผวนสูง ซึ่งอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจจริงในระยะถัดไป ระลอกสองกระทบเศรษฐกิจจริง ระลอกถัดไปของผลกระทบจะมาถึงเศรษฐกิจจริง โดยเฉพาะต้นทุนพลังงาน การค้า และการลงทุน พร้อมยกตัวอย่างว่า หากราคาน้ำมันพุ่งขึ้น อาจกระทบค่าครองชีพ การผลิต และความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

“รัฐบาลต้องคิดล่วงหน้าว่าจะรับมืออย่างไร หากเกิดแรงกระแทกทางเศรษฐกิจในระลอกต่อไป”

 ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธาน สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และนายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธาน สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และนายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย

ไทยกำลังเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีครั้งใหญ่

อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญคือ การเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย ดร.กอบศักดิ์ระบุว่า เศรษฐกิจไทยพึ่งพาเทคโนโลยีจากญี่ปุ่นมาเป็นเวลานาน แต่ขณะนี้หลายบริษัทญี่ปุ่นกำลังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดโลก

การเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีใหม่ เช่น

       •      ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

       •      เซมิคอนดักเตอร์

       •      ดาต้าเซ็นเตอร์

       •      ปัญญาประดิษฐ์ (AI)

กำลังเป็นโอกาสใหม่ของไทย โดยการลงทุนจากจีนและประเทศอื่นเริ่มหลั่งไหลเข้ามา “หน้าที่ของรัฐคือทำให้ช่วงเปลี่ยนผ่านนี้สั้นที่สุด หากยืดเยื้อ บริษัทจำนวนมากอาจล้ม และระบบการเงินจะได้รับผลกระทบ”

โลกใหม่บีบให้ไทยต้องเลือกข้าง

ดร.กอบศักดิ์เตือนว่า ในอนาคต ประเทศต่าง ๆ อาจถูกกดดันให้เลือกข้างระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีนความขัดแย้งดังกล่าวไม่ได้จำกัดเฉพาะด้านเศรษฐกิจ แต่รวมถึงความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์ “คำถามสำคัญที่จะถูกถามกับรัฐบาลไทยคือ ไทยจะยืนอยู่ตรงไหนระหว่างสองมหาอำนาจ” นอกจากนี้ยังได้ สูตรรับมือวิกฤต: ลดพึ่งพา-สร้างความแข็งแกร่ง 4 ประการ ได้แก่

       1.     มองโลกตามความจริง ไม่ประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป

       2.     ลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และกระจายการค้าไปยังภูมิภาคอื่น

       3.     เสริมความแข็งแกร่งเศรษฐกิจภายในประเทศ

       4.     เตรียมระบบสำรองด้านพลังงาน อาหาร และเวชภัณฑ์

ประเทศไทยเปรียบเหมือนเรือลำเล็ก หากจะผ่านมรสุมโลกได้ เราต้องทำให้เรือแข็งแรงขึ้น

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล

“นิพนธ์” ชี้เกษตรไทยกำลังเป็นภาระเศรษฐกิจ

ด้าน ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร อดีตนายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย ระบุว่า ภาคเกษตรกรรมไทยกำลังกลายเป็นภาระของเศรษฐกิจ เนื่องจากขาดการปรับตัวและมีผลิตภาพต่ำ

เขาเสนอว่า รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ (Productivity) ของภาคเกษตร

ขณะเดียวกัน การอุดหนุนภาคเกษตรควรมีเงื่อนไขที่ชัดเจน เช่น การไม่เผาป่า และการใช้วิธีการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ทางออกสำคัญ: ย้ายแรงงานออกจากเกษตร

ดร.นิพนธ์ชี้ว่า ปัญหาสำคัญของเกษตรไทยคือมีแรงงานอยู่ในภาคเกษตรมากเกินไป เมื่อเทียบกับรายได้ที่เกิดขึ้น

ดังนั้น แนวทางสำคัญคือการย้ายแรงงานบางส่วนออกจากภาคเกษตรไปสู่ภาคอุตสาหกรรมและบริการที่มีรายได้สูงกว่า “เมื่อแรงงานลดลง รายได้ต่อหัวของเกษตรกรที่เหลืออยู่จะเพิ่มขึ้น และภาคเกษตรจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร อดีตนายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย
ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร อดีตนายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย

“นักวิชาการ” แนะเปิดตลาดแรงงานทุกวัย–ปฏิรูประบบรายได้ผู้สูงอายุ

ดร.นฎา วะสี หัวหน้ากลุ่มงานวิจัยของ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ กล่าวว่า หนึ่งในข้อเท็จจริงสำคัญคือ อายุขัยของคนไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 78 ปี และองค์การสหประชาชาติประเมินว่า คนไทยมีสุขภาพดีจนถึงอายุราว 67 ปี

อย่างไรก็ตาม กฎเกณฑ์ด้านแรงงานของไทยยังคงยึดอายุเกษียณไว้ที่ประมาณ 60 ปี ทั้งในภาครัฐและเอกชน ขณะที่การรับบำนาญจากประกันสังคมเริ่มได้ตั้งแต่อายุ 55 ปี ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ

หลายประเทศได้ปรับอายุเกษียณขึ้นเป็น 62–65 ปีแล้ว ขณะที่สหรัฐอเมริกาปรับอายุรับบำนาญเต็มเป็น 67 ปีสำหรับคนรุ่นใหม่ สะท้อนการปรับตัวตามโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป

ตลาดแรงงานไทยสูญเสียศักยภาพคนวัยทำงาน

ข้อมูลการจ้างงานยังสะท้อนว่าประเทศไทยสูญเสียแรงงานที่มีศักยภาพไปก่อนวัยอันควร เมื่อเปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกา พบว่าคนที่มีการศึกษาสูงในสหรัฐฯ ยังคงทำงานต่อเนื่องหลังอายุ 60 ปี โดยผู้จบปริญญาตรีมากกว่า 50% ยังทำงานอยู่ และแม้อายุ 65 ปีก็ยังมีประมาณ 30% ที่อยู่ในตลาดแรงงาน ในทางกลับกัน แรงงานไทยหลังอายุ 60 ปีมีอัตราการทำงานลดลงอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงประมาณ 20–30% สะท้อนผลกระทบจากกฎเกณฑ์การเกษียณที่ทำให้ประเทศสูญเสียบุคลากรที่ยังมีศักยภาพ

นอกจากนี้ โอกาสในตลาดแรงงานของคนไทยยังเริ่มลดลงตั้งแต่อายุประมาณ 35–40 ปี จากข้อมูลประกาศรับสมัครงานออนไลน์ พบว่าประมาณ 60% ของตำแหน่งงานยังมีการกำหนดอายุผู้สมัคร โดยส่วนใหญ่จำกัดไว้ไม่เกิน 30–35 ปี แม้กระทั่งตำแหน่งที่ต้องการวุฒิปริญญาโทก็ยังมีการจำกัดอายุอยู่มาก

ข้อมูลผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมยังพบแนวโน้มคล้ายกัน คือแรงงานจำนวนมากค่อย ๆ หลุดออกจากระบบตั้งแต่อายุประมาณ 35–40 ปี

เสนอเลิกกำหนดอายุสมัครงาน

ดร.นฎาเสนอว่า ควรพิจารณายกเลิกการกำหนดอายุของผู้สมัครงาน โดยเฉพาะในตำแหน่งที่อายุต่ำกว่า 55 ปี เนื่องจากในหลายประเทศถือเป็นการเลือกปฏิบัติที่ผิดกฎหมาย ยกเว้นบางอาชีพที่มีข้อจำกัดเฉพาะ เช่น นักบิน หรือเจ้าหน้าที่ดับเพลิง

ขณะเดียวกัน การปรับอายุเกษียณอาจต้องดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะมีหลายฝ่ายที่อาจได้รับผลกระทบ ทั้งนายจ้างที่กังวลเรื่องต้นทุนแรงงาน และแรงงานบางกลุ่มที่ต้องการเกษียณก่อนเพราะสภาพงานที่ใช้แรงงานหนัก

หนึ่งในแนวทางที่ใช้ในหลายประเทศคือ การกำหนดอายุรับบำนาญเต็ม (Full Pension Age) ที่ค่อย ๆ ปรับเพิ่มขึ้นตามรุ่นของประชากร ขณะที่ผู้ที่ต้องการเกษียณก่อนสามารถทำได้ แต่จะได้รับบำนาญลดลง

ดร.นฎา วะสี หัวหน้ากลุ่มงานวิจัยของ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
ดร.นฎา วะสี หัวหน้ากลุ่มงานวิจัยของ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

ระบบรายได้ผู้สูงอายุไทยยังขาดการบูรณาการ

อีกหนึ่งปัญหาคือ ระบบรายได้ผู้สูงอายุของไทยมีหลายกองทุน แต่ขาดการออกแบบเชิงระบบปัจจุบันประเทศไทยมีหลายกลไกดูแลรายได้ผู้สูงอายุ เช่น

       •      เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

       •      กองทุนประกันสังคม

       •      กองทุนการออมแห่งชาติ

อย่างไรก็ตาม แต่ละระบบถูกพัฒนาและปรับปรุงแยกกัน โดยไม่มี “วิสัยทัศน์ร่วม” ว่าบทบาทของแต่ละระบบควรเป็นอย่างไร ส่งผลให้เกิดความซ้ำซ้อนและไม่สามารถประเมินได้ชัดเจนว่ารายได้หลังเกษียณของประชาชนเพียงพอหรือไม่

โครงสร้างภาษีไทยต่ำกว่าหลายประเทศ

ในมิติการคลัง ดร.นฎาระบุว่า รัฐบาลไทยยังมีข้อจำกัดด้านรายได้ เนื่องจากสัดส่วนการจัดเก็บภาษีต่อ GDP อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ข้อมูลของ World Bank ระบุว่า รายได้ภาษีของไทยอยู่ที่ประมาณ 16% ของ GDP และลดลงมาอยู่ราว 15% ในปัจจุบัน ซึ่งต่ำกว่าหลายประเทศที่มีระดับรายได้ใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีมูลค่าเพิ่ม

 สำหรับกองทุนชราภาพของประกันสังคม ปัญหาหลักมาจากโครงสร้างรายรับและรายจ่ายที่ไม่สมดุล ปัจจุบันอัตราเงินสมทบอยู่ที่ 7% ของค่าจ้าง โดยแบ่งเป็น

       •      นายจ้าง 3%

       •      ลูกจ้าง 3%

       •      รัฐบาล 1%

แต่เมื่อเกษียณแล้ว ผู้ประกันตนจะได้รับบำนาญประมาณ 20% ของค่าจ้าง ตัวอย่างเช่น หากผู้ประกันตนมีเงินเดือน 10,000 บาท และส่งเงินสมทบ 15 ปี ก่อนรับบำนาญตั้งแต่อายุ 55 ปี หากมีชีวิตอยู่ถึงอายุ 70 ปี จะทำให้เงินที่ได้รับจากกองทุนมากกว่าเงินสมทบที่จ่ายเข้าไปอย่างมาก เพื่อให้กองทุนสมดุล ผลตอบแทนจากการลงทุนต้องสูงถึงประมาณ 7.2% ต่อปี ขณะที่ผลตอบแทนจริงในอดีตอยู่เพียงประมาณ 3–4% ต่อปี หากไม่มีการปรับโครงสร้าง กองทุนชราภาพมีแนวโน้มที่เงินจะหมดภายใน 20–30 ปีข้างหน้า

เสนอออกแบบระบบบำนาญใหม่ทั้งระบบ

ดร.นฎาเสนอว่า การปฏิรูประบบรายได้ผู้สูงอายุควรเริ่มจากการมองภาพรวมทั้งหมด โดยยึด “ผู้สูงอายุเป็นศูนย์กลาง” มากกว่าการยึดแต่ละกองทุนเป็นหลัก ทางเลือกหนึ่งคือ การปรับสูตรบำนาญและอัตราเงินสมทบของระบบประกันสังคมเพื่อให้มีความยั่งยืนมากขึ้น

อีกทางเลือกคือ การปรับระบบไปสู่รูปแบบบัญชีเงินออมเพื่อเกษียณรายบุคคล คล้ายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งให้ผลตอบแทนตามเงินออมของแต่ละคน แต่ก็ต้องมีมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เช่น การเพิ่มบทบาทของเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 

ไทยอาจต้องใช้ 3 แนวทางพร้อมกัน

โดยหลักการ การสร้างรายได้หลังเกษียณสามารถทำได้ 3 วิธี ได้แก่

       1.     ออมเงินด้วยตนเองในช่วงวัยทำงาน

       2.     ใช้รายได้จากคนวัยทำงานในปัจจุบัน

       3.     ทำงานสร้างรายได้ต่อในวัยสูงอายุ

ดร.นฎามองว่า ประเทศไทยอาจต้องใช้ทั้งสามแนวทางพร้อมกัน เช่น การส่งเสริมการออมผ่าน กองทุนการออมแห่งชาติ รวมถึงการเพิ่มแรงจูงใจด้านภาษี หรือแนวคิด “บำนาญลอตเตอรี่” เพื่อกระตุ้นการออมของประชาชน

ขณะเดียวกัน อาจจำเป็นต้องพิจารณาการเพิ่มรายได้ภาครัฐ เช่น การปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมกับออกแบบระบบช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย

world-war-trade-new-SPACEBAR-Photo03.jpg
world-war-trade-new-SPACEBAR-Photo02.jpg

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์