ในเวทีการสัมมนาหัวข้อ “มุมมองนักเศรษฐศาสตร์ต่อทิศทางนโยบายภาครัฐใน 4 ปีข้างหน้า” จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยวานนี้ ‘บรรยง พงษ์พานิช’ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเกียรตินาคินภัทร กล่าวปาฐกถาสะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา พร้อมเสนอแนวทางปฏิรูปเชิงโครงสร้าง โดยย้ำว่า “ไม่มีมาตรการ Quick Win” ที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยได้ในระยะสั้น พร้อมวิเคราะห์ต้นตอปัญหาเชิงสถาบัน เสนอแนวทางปฏิรูปในหลายมิติ
ชี้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวต่อเนื่อง 20 ปี
บรรยง เปิดประเด็นอย่างตรงไปตรงมาว่า "ไม่มีมาตรการ Quick Win ใดที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยได้ในระยะสั้น" พร้อมกางข้อมูลย้อนหลัง 20 ปี พบว่าอัตราอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ยุคก่อนต้มยำกุ้งที่โตเฉลี่ย 7.5% จนปัจจุบันเหลือไม่ถึง 2% และเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่เติบโตต่ำเกือบที่สุดในโลก สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างมากกว่าปัญหาการบริหารระยะสั้น
บรรยงชี้ว่า ในช่วงโลกาภิวัตน์ ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่เติบโตสูงกว่าอัตราเฉลี่ยโลก แต่ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ไทยมีเพียง 2 ปีที่เติบโตสูงกว่าเฉลี่ยโลก และส่วนใหญ่เป็นการฟื้นตัวหลังวิกฤต (rebound) ขณะที่หลังโควิด ไทยใช้เวลากว่า 3 ปี ถึงจึงกลับสู่ระดับก่อนเกิดวิกฤต ต่างจากหลายประเทศที่ฟื้นตัวเร็วกว่า
ปัญหา “เชิงสถาบัน” ถดถอยเกือบทุกด้าน
บรรยงย้ำว่า ปัญหาไม่ได้เกิดจากการบริหารงานผิดพลาดชั่วคราว แต่เป็น "ปัญหาเชิงสถาบัน" (Institutional Problem) โดยอ้างอิงตามแนวคิดของเจ้าของรางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์คนล่าสุด Acemoglu โดยระบุว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อความมั่งคั่งและความยั่งยืนประกอบด้วย 5 ด้าน ซึ่งไทย "สอบตก" และถดถอยลงทุกด้านในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ได้แก่
· ประชาธิปไตย (Democracy): อันดับโลกร่วงจาก 75 มาอยู่ที่ 130
· การคอร์รัปชัน (Corruption): แย่ลงจากอันดับที่ 75 ไปอยู่ที่ 108
· เสรีภาพทางเศรษฐกิจ (Economic Freedom): มองว่าไทยเป็นเสรีนิยมที่ไม่เสรีจริง
· การศึกษา (Education): คะแนน PISA ต่ำลงอย่างน่าใจหาย
· หลักนิติธรรม (Rule of Law): ร่วงจากอันดับที่ 50 มาอยู่ที่ 80 กว่า
หนุนเร่งเข้า OECD ยกระดับมาตรฐานประเทศ
บรรยงเห็นว่า การเดินหน้าเข้าสู่สมาชิกภาพขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD) ) เป็นก้าวสำคัญ เพราะจะช่วยยกระดับมาตรฐานประเทศ ทั้งด้านธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และกฎเกณฑ์เศรษฐกิจ พร้อมทั้งสร้างแรงกดดันเชิงบวกให้ไทยต้องปฏิรูป แม้กระบวนการดังกล่าวจะไม่ให้ผลรวดเร็ว แต่จำเป็นต่อความยั่งยืน
ปัญหารัฐวิสาหกิจ ตัวถ่วงใหญ่ที่สุดของประเทศ
บรรยงระบุว่ารัฐวิสาหกิจไทยมีอยู่ 56 แห่ง มีทรัพย์สินรวมกัน 20 ล้านล้านบาท มีรายได้–รายจ่ายปีละ 6 ล้านล้านบาท คิดเป็นเกือบ 2 เท่าของงบประมาณแผ่นดิน เขาเตือนว่าหากมีการคอร์รัปชันเกิดขึ้น รัฐวิสาหกิจจะเป็นจุดรั่วไหลใหญ่กว่างบประมาณมาก และเป็นตัวฉุดศักยภาพการแข่งขันของประเทศ รวมถึงกดทับ Productivity Improvement ของภาคเอกชนทั้งระบบ
ชี้รัฐไทย “ใหญ่ บทบาทมาก อำนาจสูง”
บรรยงประกาศตัวเองว่าเป็น "เสรีนิยมใหม่ (Neoliberal)" ที่เห็นว่ารัฐควรมีขนาดเล็กที่สุดเท่าที่จำเป็น โดยชี้ว่ารัฐไทยขยายตัวมาก ทั้งจำนวนข้าราชการที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง งบดำเนินการที่สูง และรัฐวิสาหกิจจำนวนมากที่มีสินทรัพย์รวมกว่า 20 ล้านล้านบาท และงบประมาณหมุนเวียนปีละราว 6 ล้านล้านบาท
“ผมเป็นพวกเสรีนิยมใหม่ คือพวกที่เชื่อว่ารัฐต้องเล็กที่สุดเท่าที่จะเล็กได้ และทำให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะรัฐโดยหลักการคือไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีรัฐที่เก่งและดีในโลกนี้ คำว่าเก่งคือมีประสิทธิภาพ และคำว่าดีคือไม่โกง”
มองว่ารัฐไทยในปัจจุบันมีปัญหา 3 ด้าน:
1. ขนาด: งบประมาณ 80% เป็นงบดำเนินการและเงินเดือนข้าราชการ ซึ่งไทยมีข้าราชการสูงถึง 3.1 ล้านคน (เทียบกับญี่ปุ่นที่มีประชากรมากกว่า 2 เท่า แต่มีข้าราชการเพียง 5 แสนคน)
2. บทบาท: รัฐเข้าไปแทรกแซงกลไกตลาดและไม่ยอมถอยออก โดยเฉพาะผ่าน รัฐวิสาหกิจ 56 แห่ง ที่มีทรัพย์สินรวม 20 ล้านล้านบาท ซึ่งคุณบรรยงมองว่าเป็น "จุดรั่วไหลของคอร์รัปชัน" และเป็นอุปสรรคต่อการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ของประเทศ
3. อำนาจ: กฎระเบียบและใบอนุญาตที่ล้นเกิน (กว่า 5,000 ประเภท) กลายเป็นช่องทางเรียกรับผลประโยชน์
วิเคราะห์ผลิตภาพต่ำ โดยเฉพาะเกษตร–บริการ
บรรยงชี้ว่า ผลิตภาพ (Productivity) ไทยเพิ่มขึ้นชัดเจนเพียงภาคเกษตรและบริการ แต่ยังต่ำเมื่อเทียบต่างประเทศ โดยเฉพาะเกษตรกรรมที่แรงงานจำนวนมากสร้างมูลค่าเพิ่มต่ำ พร้อมเสนอโมเดลรวมกลุ่มเกษตรกรแบบสหกรณ์เชิงธุรกิจ มีบริษัทกลางทำตลาด วิจัย และแปรรูปสินค้า เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและผลิตภาพ
ยกตัวอย่างเปรียบเทียบ Productivity ภาคเกษตร เช่นที่
· ออสเตรเลีย: GDP ต่อหัว 70,000 ดอลลาร์ต่อปี ภาคเกษตรมีสัดส่วน 2.8% ของ GDP ใช้แรงงานเพียง 2.5% → Productivity ต่อคนราว 75,000 ดอลลาร์ต่อปี
· ไทย: ภาคเกษตรมีสัดส่วน 8–9% ของ GDP แต่ใช้แรงงาน 38% → Productivity ต่อคนไม่ถึง 4,000 ดอลลาร์ต่อปี ถือว่าน้อยกว่าออสเตรเลียถึง 20 เท่า
ทั้งเสนอให้ เปิดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในภาคเกษตร เพื่อนำเทคโนโลยีและการบริหารจัดการมาเพิ่ม Productivity พร้อมยกตัวอย่างโมเดลสหกรณ์ในอิตาลีและเนเธอร์แลนด์ที่เกษตรกรรวมตัวกันตั้งบริษัทกลาง ทำหน้าที่เป็นคนกลางซื้อ–ขาย ทำวิจัยเพิ่มผลผลิต และมีโรงงานแปรรูปเอง ส่งผลให้ Productivity เพิ่มขึ้นมหาศาล โดยเน้นว่า รัฐไม่ควรเข้ามาดำเนินการเอง แต่ให้เอกชนมืออาชีพเป็นผู้ขับเคลื่อน

ปฏิรูปคอร์รัปชันด้วยสูตร "TEPP"
บรรยงวิเคราะห์ว่าการคอร์รัปชันเกิดจาก แรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ กล่าวคือ ตราบใดที่ผลประโยชน์ที่ได้รับสูงกว่า โทษ × โอกาสที่จะถูกลงโทษ แรงจูงใจก็ยังมีอยู่ และอ้างสูตรของ Robert Klitgaard: คอร์รัปชัน = Monopoly + Discretion − Accountability ชี้ว่าอำนาจรัฐทุกชิ้นเป็น Monopoly พอมีอำนาจมากและให้ใช้ดุลพินิจมาก คอร์รัปชันย่อมสูงตาม พร้อมจำแนกประเภทการจ่ายเงินทุจริต 3 แบบ
1. จ่ายเพื่อความสะดวก เช่น ใบอนุญาตก่อสร้าง
2. จ่ายในกระบวนการยุติธรรม ตำรวจ–อัยการ–ศาล
3. จ่ายเพื่อซื้อความได้เปรียบในการแข่งขัน เช่น สัมปทาน ล็อคสเปก → อันนี้ทำลาย R&D และดูดทรัพยากรออกจากภาคการผลิต
มาตรการแก้ปัญหาที่เขาเสนอเรียกรวมว่า "TEPP"
- T (Transparency): เปลี่ยนระบบการเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐทั้งหมดให้เป็น Proactive ในรูปแบบที่นำไปใช้งานได้จริง
- E (Expertise): ใช้ผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้าไปวิเคราะห์ข้อมูลที่เปิดเผย พร้อมจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการตรวจสอบโดยไม่ใช้หน่วยงานรัฐ ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ผล
- P (Participation): เปิดให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ทั้งภาควิชาชีพ สภาอุตสาหกรรม สภาวิศวกร สถาปนิก ฯลฯ
- P (Public Awareness): สร้างความตระหนักรู้ในสังคมอย่างต่อเนื่อง
ชี้ธนาคารไม่ใช่ต้นเหตุ แต่ติดข้อจำกัดโครงสร้าง
กรณีสินเชื่อหดตัว บรรยงระบุว่า อาชีพธนาคารคือปล่อยกู้ แต่ปัญหาอยู่ที่ความเสี่ยงหนี้เสีย (NPL) และกระบวนการบังคับหลักประกันที่ใช้เวลานาน โดยเฉพาะสินเชื่อ SME ทำให้ธนาคารระมัดระวังสูง
เขาเสนอให้ธนาคารพิจารณาสินเชื่อบนฐานข้อมูลงบการเงินที่ยื่นต่อกรมสรรพากรเท่านั้น พร้อมมาตรการนิรโทษกรรมภาษีย้อนหลัง เพื่อจูงใจ SME เข้าสู่ระบบ ซึ่งจะช่วยทั้งการปล่อยกู้และการขยายฐานภาษี
เสนอปรับโครงสร้างภาษี
บรรยงเสนอพิจารณาปรับภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 20% ขึ้นเป็น 25% เพื่อลดความไม่เป็นกลางทางภาษี และเพิ่มรายได้รัฐ รวมทั้งเสนอปรับโครงสร้างภาษีที่ดินตามผังเมือง (zoning) แทนการเก็บตามการใช้ประโยชน์
เรามักอ้างความรักชาติเพื่อคุ้มครองมหาเศรษฐี บนต้นทุนของผู้บริโภคและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
— บรรยง พงษ์พานิช กล่าวทิ้งท้าย




