สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) แจ้งเตือนผู้ส่งออกไทยที่มีสินค้าอยู่ระหว่างการขนส่งไปยังประเทศในกลุ่มอ่าวเปอร์เซียและเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หลังเกิดเหตุโจมตีเรือสินค้าไทย Mayuree Naree ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งมีแนวโน้มทำให้สถานการณ์ความปลอดภัยด้านการขนส่งทางทะเลรุนแรงขึ้น
คงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการบริหาร สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ได้แจ้งข้อมูลเตือนผ่านทางกรุ๊ปไลน์แชท โดยระบุว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอาจส่งผลให้ตู้สินค้าบางส่วนต้องตกค้างกลางทะเลหรือไม่สามารถส่งมอบปลายทางได้ตามแผนเดิม โดยแนวทางการบริหารจัดการตู้สินค้าปัจจุบันสามารถแบ่งออกเป็น 3 แนวทางหลัก ได้แก่
1. นำตู้สินค้าไปส่งมอบที่ท่าเรืออื่น โดยการเปลี่ยนท่าเรือปลายทาง เช่น ท่าเรือ Khor Fakkan ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือท่าเรือ Jeddah ในซาอุดิอาระเบีย ทั้งนี้ผู้นำเข้าหรือลูกค้าปลายทางอาจต้องมีต้นทุนค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าใช้จ่ายในการทำพิธีการศุลกากร(ราวตู้ละ 2,000 USD) ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนท่าเรือ(เช่น End of Voyage ราว 600-800 USD) รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการขนถ่ายสินค้าทางบก เป็นต้น
2. นำตู้สินค้าไปพักคอย โดยนำตู้ไปยังกลุ่มท่าเรือ Safe Port / Transshipment Port อื่นๆ เช่น ในอินเดีย โอมาน หรือศรีลังกา เป็นต้น โดยขอให้พิจารณาเรื่องต้นทุนค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้นจากการเก็บรักษาตู้ไว้ในท่าเรือ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อ ความเสี่ยงสินค้าสูญหายหรือเสียหายจากการโจมตี ตลอดจนสถานการณ์คอขวด ความแออัดรุนแรงภายในท่าเรือและภาวะผู้ให้บริการที่จำกัดเมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งล้วนอาจทำให้มีต้นทุนที่สูงมากตามมา ตัวอย่างเช่นต้นทุนในท่าเรือเพียงอย่างเดียวก็อาจสูงถึง 5-6 แสนบาทต่อตู้ ในระยะเวลา 1-2 เดือน
3. นำตู้สินค้ากลับไทย *** โดยสรท.แนะนำว่าควรนำสินค้ากลับมายังประเทศไทย เพื่อเป็นการหยุดต้นทุนที่มีความเสี่ยงสูงและไม่สามารถควบคุมได้ดังกล่าว ***
นอกจากนี้ หากสมาชิกพบว่ามีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ให้บริการหรือสายเรือในลักษณะที่ไม่เป็นธรรม สามารถรวบรวมหลักฐานและส่งข้อมูลมายัง สรท. เพื่อให้เป็นตัวแทนหารือร่วมกับ กรมการค้าภายใน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลักดันมาตรการช่วยเหลือผู้ส่งออกอย่างเป็นรูปธรรม
ผู้ส่งออกสามารถส่งข้อมูลได้ทาง
อีเมล tnsc@tnsc.com หรือโทร 02-679-7555





