‘จุดตัดทางรถไฟ’ จุดเสี่ยงซ่อนอันตราย แนะยกเครื่องทั้งระบบลดโศกนาฏกรรมซ้ำ

20 พ.ค. 2569 - 09:00

  • นักวิชาการธรรมศาสตร์ชี้ ‘จุดตัดทางรถไฟ’ เป็นพื้นที่เสี่ยงเชิงระบบ ไม่ใช่แค่ปัญหาวินัยผู้ขับขี่ แนะรัฐเร่งอัปเดตข้อมูลเมือง ปริมาณจราจร และโครงสร้างถนนให้ทันบริบทปัจจุบัน

  • ชี้ระบบความปลอดภัยที่ดี ต้องออกแบบเผื่อ “ความผิดพลาดของมนุษย์” เสนอเชื่อมข้อมูลจราจร-ระบบรางแบบ Real-time ลดปัญหารถติดค้างบนราง

‘จุดตัดทางรถไฟ’ จุดเสี่ยงซ่อนอันตราย แนะยกเครื่องทั้งระบบลดโศกนาฏกรรมซ้ำ

‘จุดตัดทางรถไฟ’ จุดอ่อนเมืองไทย เมื่อระบบจราจรยังตามไม่ทันความเปลี่ยนแปลงของเมือง

เหตุการณ์รถไฟชนรถโดยสารประจำทางบริเวณจุดตัดทางรถไฟมักกะสัน-อโศกดินแดง กลายเป็นอีกครั้งที่ปลุกคำถามสำคัญต่อระบบความปลอดภัยบริเวณ “จุดตัดทางรถไฟ” ของไทย ว่าปัญหาแท้จริงอาจไม่ได้อยู่แค่ความผิดพลาดของผู้ขับขี่ แต่คือ “ช่องโหว่เชิงระบบ” ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

ภานุเดช ชุ่มเย็น อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มองว่า จุดตัดระหว่างถนนกับระบบราง เป็นพื้นที่ที่มี “ความขัดแย้งของการจราจร” สูงโดยธรรมชาติ เพราะทั้งระบบถนนและระบบรางต่างต้องการรักษาความต่อเนื่องของการเดินทาง

ฝั่งถนนต้องเร่งระบายรถไม่ให้สะสม ขณะที่ฝั่งรถไฟจำเป็นต้องรักษารางให้ปลอดสิ่งกีดขวางตลอดเวลา ทำให้พื้นที่ลักษณะนี้ต้องการ “การบริหารจัดการเชิงระบบ” มากกว่าการพึ่งการระมัดระวังของผู้ใช้ถนนเพียงอย่างเดียว

‘รถไฟหยุดไม่ทัน’ ความจริงที่ระบบต้องออกแบบเผื่อไว้

หนึ่งในข้อเท็จจริงสำคัญของระบบราง คือ “รถไฟไม่สามารถเบรกหรือหลบหลีกได้เหมือนรถยนต์” ภานุเดช อธิบายว่า แม้พนักงานขับรถไฟจะมองเห็นสิ่งกีดขวางล่วงหน้า แต่ระยะเบรกของขบวนรถไฟมีจำกัด โดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีจุดตัดหนาแน่นและการจราจรซับซ้อน

railway-intersection-SPACEBAR-Photo03.jpg

“หลายประเทศจึงเลือกแก้ปัญหาด้วย ‘การออกแบบระบบตั้งแต่ต้นทาง’ เช่น ระบบปิดกั้นอัตโนมัติ กล้องตรวจจับสิ่งกีดขวาง ระบบวิเคราะห์การจราจรแบบ Real-time สัญญาณไฟจราจรที่เชื่อมกับระบบรางโดยตรง เพื่อลดโอกาสเกิดเหตุ ก่อนที่ความผิดพลาดของมนุษย์จะกลายเป็นโศกนาฏกรรม”

สถิติ ‘จุดตัดทางรถไฟ’ ไทยยังน่าห่วง ไทยมี ‘จุดตัดเสมอระดับ’ หลายพันแห่งทั่วประเทศ

ข้อมูลจาก State Railway of Thailand ระบุว่า ประเทศไทยมี “จุดตัดทางรถไฟเสมอระดับ” หรือจุดตัดระหว่างถนนกับรางรถไฟมากกว่า 2,500 จุดทั่วประเทศ โดยหลายจุดไม่มีไม้กั้นอัตโนมัติ ไม่มีสัญญาณเตือนครบถ้วน และอยู่ในชุมชนเมืองหรือพื้นที่การจราจรหนาแน่น

railway-intersection-SPACEBAR-Photo04.jpg

กรุงเทพฯ เมืองเปลี่ยน แต่ระบบจราจรบางจุดยังใช้ข้อมูลเก่า

นักวิชาการชี้ว่า ปัญหาสำคัญคือ ‘ข้อมูลเมือง’ ไม่ได้ถูกอัปเดตให้สอดคล้องกับสภาพการใช้งานจริง เพราะปัจจุบันกรุงเทพฯและปริมณฑล มีจำนวนรถจดทะเบียนสะสมมากกว่า 20 ล้านคัน ความหนาแน่นของการเดินทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การก่อสร้างอาคารและโครงสร้างพื้นฐานใหม่จำนวนมาก แต่หลายจุดตัดทางรถไฟยังใช้รูปแบบการจัดการจราจรแบบเดิม ทำให้ระบบสัญญาณไฟไม่สามารถตอบสนองต่อสภาพรถติดจริงได้ทันเวลา

ภานุเดช ระบุว่า หากระบบสามารถเชื่อมข้อมูลกันแบบ Real-time ได้ ก็จะช่วยลดปัญหารถติดค้างบนราง เช่น เมื่อพื้นที่ด้านหน้าจุดตัดเริ่มเต็ม ระบบสัญญาณควรชะลอการปล่อยรถเพิ่มหรือแจ้งเตือนล่วงหน้าอัตโนมัติ

โลกใช้ AI และ ‘Smart Crossing’ ลดความเสี่ยง

หลายประเทศเริ่มพัฒนา “Smart Railway Crossing” หรือจุดตัดอัจฉริยะ โดยใช้ AI วิเคราะห์การจราจร กล้องตรวจจับวัตถุ เซนเซอร์แจ้งเตือน ระบบสื่อสารระหว่างถนนกับรถไฟ เช่น ญี่ปุ่นและยุโรป ที่มีการใช้ระบบตรวจจับรถติดค้างบนราง และสั่งเตือนขบวนรถไฟอัตโนมัติทันที แนวทางเหล่านี้ถูกมองว่า อาจเป็นโมเดลสำคัญที่ไทยสามารถนำมาปรับใช้ในอนาคต โดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีปริมาณรถหนาแน่น

“ระบบที่ดี ต้องยอมรับว่ามนุษย์ผิดพลาดได้”

ภานุเดช ทิ้งท้ายว่า การหาผู้รับผิดชอบยังเป็นเรื่องจำเป็น แต่สิ่งสำคัญกว่าคือการ “ถอดบทเรียนเชิงระบบ” เพราะในมุมวิศวกรรมความปลอดภัย ระบบที่ดีไม่ควรออกแบบโดยคาดหวังว่า “มนุษย์จะไม่ผิดพลาด” แต่ต้องออกแบบให้สามารถลดผลกระทบได้ แม้เกิดความผิดพลาดขึ้นจริง และนั่นอาจเป็นโจทย์ใหญ่ของระบบจราจรไทยในอนาคต ว่าจะเปลี่ยนจาก “การแก้ปัญหาหลังเกิดเหตุ” ไปสู่ “การป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้า” ได้หรือไม่

ข้อมูลอ้างอิง: State Railway of Thailand , ม.ธรรมศาสตร์ ,ข้อมูลอุบัติเหตุจุดตัดทางรถไฟจากรายงานด้านความปลอดภัยระบบรางของไทย ,กรณีศึกษาระบบ Smart Crossing จากญี่ปุ่นและยุโรป

railway-intersection-SPACEBAR-Photo05-1.jpg

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์