ไทยพึ่งพาน้ำมันนำเข้า 92%
โครงสร้างพลังงานที่ต้องรู้ในวันที่โลกผันผวน
ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบในสัดส่วนสูง โดยข้อมูลจาก สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (EPPO) ระบุว่าในช่วงเดือนมกราคม-ธันวาคม 2568 ไทยใช้น้ำมันดิบจากการนำเข้าสูงถึง 92% ขณะที่ผลิตในประเทศได้เพียง 8% เท่านั้น
โครงสร้างดังกล่าวสะท้อนข้อเท็จจริงสำคัญว่า “ไทยไม่มีทรัพยากรน้ำมันดิบเพียงพอ” ต่อความต้องการใช้ในประเทศ ทำให้ระบบพลังงานต้องพึ่งพาตลาดโลกเป็นหลัก และมีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในพื้นที่ตะวันออกกลางซึ่งเป็นแหล่งผลิตหลักของโลก
นำเข้าจากไหนบ้าง?
หากเจาะลึกแหล่งนำเข้า จะพบว่าไทยกระจายความเสี่ยงไว้หลายภูมิภาค แต่ยังคงพึ่งพาตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง ได้แก่
• ตะวันออกกลาง 58%
จาก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ซาอุดีอาระเบีย, กาตาร์, คูเวต และ โอมาน
• ตะวันออกไกล 18%
จาก มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, บรูไน และ เวียดนาม
• แหล่งอื่นๆ 24%
เช่น สหรัฐอเมริกา, บราซิล, ไนจีเรีย และ ลิเบีย
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ
เพราะการนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนสูง ทำให้ “ต้นทุนพลังงานของไทย” ถูกกำหนดโดยราคาตลาดโลกเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น
• ราคาน้ำมันดิบโลก
• ค่าขนส่งทางเรือ
• ความเสี่ยงจากสงครามหรือความขัดแย้ง
• ค่าเงิน (เงินบาทเทียบดอลลาร์)
เมื่อเกิดเหตุการณ์ตึงเครียดในภูมิภาคสำคัญ เช่น ตะวันออกกลาง อาจกระทบตั้งแต่ ‘ต้นทุนโรงกลั่น’ ไปจนถึง ‘ราคาหน้าปั๊ม’ ที่ผู้บริโภคต้องจ่าย
ดังนั้น โครงสร้างพลังงานของไทยในปัจจุบันจึงมี 3 ประเด็นหลักที่ควรเข้าใจ คือ
1. พึ่งพาการนำเข้าสูง
ไทยไม่ใช่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่
2. กระจายแหล่งนำเข้า แต่ยังพึ่งตะวันออกกลางเป็นหลัก
แม้จะมีการนำเข้าจากหลายภูมิภาค แต่ตะวันออกกลางยังครองสัดส่วนสูงที่สุด
3. อ่อนไหวต่อปัจจัยโลก
ทั้งสงคราม เศรษฐกิจ และค่าขนส่ง ล้วนส่งผลต่อราคาพลังงานในประเทศ
ทางออกในระยะยาว
ท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก แนวทางที่ถูกพูดถึงมากขึ้น ได้แก่
• เพิ่มสัดส่วนพลังงานทางเลือก เช่น ไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน
• พัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ
• ยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคขนส่งและอุตสาหกรรม
• กระจายแหล่งนำเข้าให้หลากหลายมากขึ้น
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ‘พลังงาน’ ไม่ใช่แค่เรื่องของน้ำมัน แต่เป็นเรื่องของ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของทุกคนโดยตรง




