มาร์จิ้นโรงกลั่นเอเชียติดลบ ต้นทุนพุ่งเร็วกว่าราคาขาย

26 มี.ค. 2569 - 17:31

  • โรงกลั่นเผชิญแรงกดดัน ค่าการกลั่นเอเชียพลิกติดลบ

  • สงครามกระทบซัพพลายผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ดันต้นทุนพุ่ง

  • ค่าขนส่งทะยาน-ดีมานด์อ่อน บีบกำไรโรงกลั่นทั่วภูมิภาค

มาร์จิ้นโรงกลั่นเอเชียติดลบ ต้นทุนพุ่งเร็วกว่าราคาขาย

ตลาดพลังงานเอเชียกำลังเผชิญสัญญาณ ‘ผิดปกติ’ อีกครั้ง เมื่อ ‘ค่าการกลั่นน้ำมัน’ พลิกเข้าสู่ภาวะติดลบในช่วงเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังอยู่ในระดับสูง สะท้อนแรงกดดันที่ก่อตัวพร้อมกันทั้งฝั่ง “ซัพพลาย ต้นทุน และความต้องการใช้น้ำมัน”

ข้อมูลจากตลาดระบุว่า ค่าการกลั่นอ้างอิงของสิงคโปร์ (Singapore GRM) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญของความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจโรงกลั่นในภูมิภาค ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว จากที่เคยเป็นบวกช่วงต้นเดือนมีนาคม สู่ระดับติดลบในปัจจุบัน

การเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วนี้ สะท้อนภาพตลาดที่พลิกจากภาวะอุปทานตึงตัว ไปสู่แรงกดดันเชิงโครงสร้างที่บีบให้ธุรกิจโรงกลั่นต้องเผชิญภาวะ “ต้นทุนสูง แต่ขายไม่ได้ราคา”

ซัพพลายสะดุด ดันต้นทุนพุ่ง

ปัจจัยหลักมาจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กระทบต่อการขนส่งน้ำมันดิบ โดยเฉพาะบริเวณ ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงพลังงานสำคัญของโลก

ความไม่แน่นอนด้านความปลอดภัยทำให้การขนส่งชะลอตัว ขณะที่ผู้ประกอบการเดินเรือเรียกเก็บค่า “War Risk Premium” (ค่าประกันความเสี่ยงจากสงคราม) และปรับเส้นทางหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง ส่งผลให้ค่าระวางเรือพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

ข้อมูลในตลาดระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาด Aframax (ขนาดกลาง ที่บรรทุกน้ำมันได้ราว: 500,000 - 800,000 บาร์เรล) มีค่าขนส่งเพิ่มขึ้นจากราว 2.46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็น 9.46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่บางเส้นทางมีต้นทุนพุ่งสูงหลายเท่าตัว ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันดิบที่นำเข้า (landed cost) ของผู้ซื้อในเอเชียเพิ่มขึ้นทันที

โรงกลั่นลดกำลังผลิต หลังต้นทุนบีบตัว

เมื่อซัพพลายน้ำมันดิบเริ่มไม่ต่อเนื่อง โรงกลั่นในหลายประเทศทั่วเอเชียต้องปรับลดกำลังการผลิตลง เพื่อบริหารต้นทุนและรักษาสมดุลการดำเนินงาน

แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมระบุว่า ค่าการกลั่นอ้างอิง ‘ยังไม่รวมค่าขนส่ง’ ทำให้ในความเป็นจริง ภาวะขาดทุนของโรงกลั่น อาจรุนแรงกว่าที่ตัวเลขสะท้อน

สถานการณ์ดังกล่าว กำลังกดดันโครงสร้างธุรกิจโรงกลั่น โดยเฉพาะผู้ที่พึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเป็นหลัก และมีข้อจำกัดด้านการปรับแหล่งวัตถุดิบ

ดีมานด์อ่อน ซ้ำเติมส่วนต่างกำไร

ในอีกด้านหนึ่ง ความต้องการใช้น้ำมันในเอเชียเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว จากราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง และความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก

สัญญาณนี้สะท้อนผ่านกิจกรรมการบินที่ลดลง การใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอ รวมถึงมาตรการประหยัดพลังงานในหลายประเทศ

เมื่อดีมานด์อ่อนตัว ขณะที่ต้นทุนยังเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ (Product Cracks) ถูกบีบแคบลง และเร่งให้ค่าการกลั่นปรับตัวลดลงเร็วขึ้น

‘ราคาน้ำมันสูงขึ้น’ แต่โรงกลั่นกำไรหาย

อย่างไรก็ตาม ภาพที่เกิดขึ้นในตลาดครั้งนี้ สะท้อนความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของผู้บริโภคในวงกว้าง ที่มักมองว่า “ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น” ย่อมหมายถึง “ธุรกิจโรงกลั่นทำกำไรได้ดีขึ้น”

แต่ในความเป็นจริง โครงสร้างต้นทุนของอุตสาหกรรมกลับเคลื่อนไหวเร็วกว่า โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบและค่าขนส่งที่ปรับตัวขึ้นในอัตราที่สูงกว่าราคาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป

ผลลัพธ์คือ ส่วนต่างกำไรถูกบีบตัวลง และในบางช่วงถึงขั้นติดลบ

สะท้อนให้เห็นว่า ในภาวะตลาดปัจจุบัน

“ราคาน้ำมันสูงขึ้น ไม่ได้แปลว่าโรงกลั่นกำไรดี”

แต่กลับเป็นช่วงที่ธุรกิจต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่เร่งตัวเร็วกว่า

สัญญาณเตือนตลาดพลังงาน

นักวิเคราะห์มองว่า ภาวะมาร์จิ้นติดลบในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงความผันผวนระยะสั้น แต่สะท้อนถึงความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก โดยเฉพาะในเอเชียที่ยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบเป็นหลัก ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อความไม่ต่อเนื่องของซัพพลาย และความผันผวนด้านต้นทุน

ในระยะถัดไป ตลาดยังต้องจับตาปัจจัยสำคัญ ทั้งสถานการณ์ตะวันออกกลาง ต้นทุนขนส่ง และทิศทางความต้องการใช้น้ำมัน ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่า ค่าการกลั่นจะสามารถกลับมาอยู่ในแดนบวกได้หรือไม่ และเมื่อใด

credit source:  The Economic Times

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์