เสียงเตือนจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศนับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมกำลังถูกตั้งคำถามมากขึ้นว่า จะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา หรือก้าวขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบ ล่าสุด PASAYA (พาซาญ่า) หนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนด้วยการผนึกกำลัง Haier Green Energy เดินหน้าเร่งเป้าหมายสู่การเป็น Zero Emission Factory ภายในปี 2030 เร็วกว่ากำหนดการเดิมถึง 5 ปี พร้อมทุ่มงบลงทุนกว่า 150 ล้านบาท พลิกโฉมโรงงานที่จังหวัดราชบุรีให้ใช้พลังงานสะอาดเต็มรูปแบบ

Mission for the World: Toward Zero Emission by 2030
การประกาศความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้เวที “Mission for the World: Toward Zero Emission by 2030 ก้าวสู่ Net Zero ก้าวสู่อนาคตที่มั่นคง” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงภาพลักษณ์ทางการตลาดอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นยุทธศาสตร์หลักของธุรกิจในยุคที่โลกกำลังนับถอยหลังสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ หรือที่หลายองค์กรระหว่างประเทศเรียกว่า “The Critical Decade”
ข้อมูลจากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) และโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ชี้ตรงกันว่า โลกจำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงเกือบครึ่งหนึ่งภายในทศวรรษนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่ไม่อาจย้อนกลับได้ ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติรุนแรง ความไม่มั่นคงด้านอาหาร หรือวิกฤตทรัพยากรน้ำ นั่นทำให้การตัดสินใจของ PASAYA ในการเร่งเป้า Net Zero ไม่ใช่เพียงการปรับแผนธุรกิจ แต่คือการตอบสนองต่อความเร่งด่วนของโลก
หัวใจสำคัญของ Zero Emission Factory คือการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานในกระบวนการผลิต โรงงาน PASAYA จะติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) กำลังการผลิต 3.3 เมกะวัตต์ ควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) ขนาด 10 เมกะวัตต์-ชั่วโมง เพื่อเพิ่มเสถียรภาพการใช้พลังงาน และรองรับความต้องการไฟฟ้าในช่วงพีคอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลในระยะยาว
“PASAYA ไม่เพียงเชี่ยวชาญด้านการถักทอผืนผ้า แต่เรากำลังถักทออนาคตที่ยั่งยืนให้กับโลกใบนี้”
— คุณชเล วุทธานันท์ กล่าว

คุณชเล วุทธานันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สิ่งทอซาติน จำกัด กล่าวว่า PASAYA ไม่ได้มองบทบาทของตนเองเพียงในฐานะผู้ผลิตสิ่งทอ แต่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการ “ถักทออนาคตที่ยั่งยืน” การเร่งเป้าหมาย Zero Carbon Emission จากปี 2035 มาเป็นปี 2030 คือการประกาศจุดยืนว่า ภาคธุรกิจไม่สามารถรอให้ถึงวันพรุ่งนี้ได้อีกต่อไป หากยังต้องการส่งต่อโลกที่น่าอยู่ให้กับคนรุ่นถัดไป

ด้าน Haier Green Energy ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาด มองความร่วมมือครั้งนี้ไกลกว่าขอบเขตของโครงการหนึ่งโครงการ Mr. Lei Chengwei รองผู้จัดการทั่วไปและผู้บริหารตลาดโลกของ Haier Green Energy ระบุว่า การนำ Solar Rooftop และ ESS มาใช้ในสเกลอุตสาหกรรม ไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม แต่ยังช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก โดยเฉพาะในยุคที่นักลงทุนและคู่ค้าทั่วโลกให้ความสำคัญกับ ESG และการลดคาร์บอนตลอดห่วงโซ่อุปทาน

สำหรับ PASAYA เส้นทางสู่ Zero Emission ไม่ได้เริ่มต้นในวันนี้ โรงงานได้จัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นต์ตั้งแต่ปี 2021 และทยอยลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงาน เช่น การเปลี่ยนระบบเตาไอน้ำจากถ่านหินเป็น Once Through Boiler ที่ใช้ LPG เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนและเพิ่มประสิทธิภาพความร้อน นอกจากนี้ โครงการ Mission for the World ยังขยายไปสู่การใช้พื้นที่โรงงานเป็นต้นแบบการปลูกป่า และเชื่อมโยงกับชุมชนโดยรอบ เพื่อสร้างผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่วัดผลได้จริง
ในภาพใหญ่ Zero Emission Factory ของ PASAYA จึงไม่ใช่เพียงความสำเร็จขององค์กรหนึ่งองค์กร แต่เป็นสัญญาณสำคัญของอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจสามารถเดินไปพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุล ท่ามกลางเวลาที่เหลืออยู่ไม่ถึง 10 ปีในการชะลอวิกฤตโลกร้อน การตัดสินใจ “เร่งทำวันนี้” อาจเป็นความแตกต่างระหว่างโลกที่ยังพอมีทางเลือก กับโลกที่สายเกินแก้



