PASAYA จับมือ Haier Energy เร่งเป้า Zero Emission Factory ปี 2030

19 ม.ค. 2569 - 17:45

  • นับถอยหลังทศวรรษวิกฤตโลกร้อน PASAYA จับมือ Haier Energy เร่งเป้า Zero Emission Factory ปี 2030 ลงทุนกว่า 150 ล้านบาทก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป

PASAYA จับมือ Haier Energy เร่งเป้า Zero Emission Factory ปี 2030

เสียงเตือนจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศนับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมกำลังถูกตั้งคำถามมากขึ้นว่า จะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา หรือก้าวขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบ ล่าสุด PASAYA (พาซาญ่า) หนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนด้วยการผนึกกำลัง Haier Green Energy เดินหน้าเร่งเป้าหมายสู่การเป็น Zero Emission Factory ภายในปี 2030 เร็วกว่ากำหนดการเดิมถึง 5 ปี พร้อมทุ่มงบลงทุนกว่า 150 ล้านบาท พลิกโฉมโรงงานที่จังหวัดราชบุรีให้ใช้พลังงานสะอาดเต็มรูปแบบ

sustainability-pasaya-haier-energy-zero-emission-factory-2030-SPACEBAR-Photo01.jpg

Mission for the World: Toward Zero Emission by 2030

การประกาศความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้เวที “Mission for the World: Toward Zero Emission by 2030 ก้าวสู่ Net Zero ก้าวสู่อนาคตที่มั่นคง” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงภาพลักษณ์ทางการตลาดอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นยุทธศาสตร์หลักของธุรกิจในยุคที่โลกกำลังนับถอยหลังสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ หรือที่หลายองค์กรระหว่างประเทศเรียกว่า “The Critical Decade”

ข้อมูลจากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) และโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ชี้ตรงกันว่า โลกจำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงเกือบครึ่งหนึ่งภายในทศวรรษนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่ไม่อาจย้อนกลับได้ ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติรุนแรง ความไม่มั่นคงด้านอาหาร หรือวิกฤตทรัพยากรน้ำ นั่นทำให้การตัดสินใจของ PASAYA ในการเร่งเป้า Net Zero ไม่ใช่เพียงการปรับแผนธุรกิจ แต่คือการตอบสนองต่อความเร่งด่วนของโลก

หัวใจสำคัญของ Zero Emission Factory คือการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานในกระบวนการผลิต โรงงาน PASAYA จะติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) กำลังการผลิต 3.3 เมกะวัตต์ ควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) ขนาด 10 เมกะวัตต์-ชั่วโมง เพื่อเพิ่มเสถียรภาพการใช้พลังงาน และรองรับความต้องการไฟฟ้าในช่วงพีคอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลในระยะยาว

“PASAYA ไม่เพียงเชี่ยวชาญด้านการถักทอผืนผ้า แต่เรากำลังถักทออนาคตที่ยั่งยืนให้กับโลกใบนี้”

คุณชเล วุทธานันท์ กล่าว

sustainability-pasaya-haier-energy-zero-emission-factory-2030-SPACEBAR-Photo02.jpg

คุณชเล วุทธานันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สิ่งทอซาติน จำกัด กล่าวว่า PASAYA ไม่ได้มองบทบาทของตนเองเพียงในฐานะผู้ผลิตสิ่งทอ แต่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการ “ถักทออนาคตที่ยั่งยืน” การเร่งเป้าหมาย Zero Carbon Emission จากปี 2035 มาเป็นปี 2030 คือการประกาศจุดยืนว่า ภาคธุรกิจไม่สามารถรอให้ถึงวันพรุ่งนี้ได้อีกต่อไป หากยังต้องการส่งต่อโลกที่น่าอยู่ให้กับคนรุ่นถัดไป

sustainability-pasaya-haier-energy-zero-emission-factory-2030-SPACEBAR-Photo03.jpg

ด้าน Haier Green Energy ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาด มองความร่วมมือครั้งนี้ไกลกว่าขอบเขตของโครงการหนึ่งโครงการ Mr. Lei Chengwei รองผู้จัดการทั่วไปและผู้บริหารตลาดโลกของ Haier Green Energy ระบุว่า การนำ Solar Rooftop และ ESS มาใช้ในสเกลอุตสาหกรรม ไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม แต่ยังช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก โดยเฉพาะในยุคที่นักลงทุนและคู่ค้าทั่วโลกให้ความสำคัญกับ ESG และการลดคาร์บอนตลอดห่วงโซ่อุปทาน

sustainability-pasaya-haier-energy-zero-emission-factory-2030-SPACEBAR-Photo04.jpg

สำหรับ PASAYA เส้นทางสู่ Zero Emission ไม่ได้เริ่มต้นในวันนี้ โรงงานได้จัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นต์ตั้งแต่ปี 2021 และทยอยลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงาน เช่น การเปลี่ยนระบบเตาไอน้ำจากถ่านหินเป็น Once Through Boiler ที่ใช้ LPG เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนและเพิ่มประสิทธิภาพความร้อน นอกจากนี้ โครงการ Mission for the World ยังขยายไปสู่การใช้พื้นที่โรงงานเป็นต้นแบบการปลูกป่า และเชื่อมโยงกับชุมชนโดยรอบ เพื่อสร้างผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่วัดผลได้จริง

ในภาพใหญ่ Zero Emission Factory ของ PASAYA จึงไม่ใช่เพียงความสำเร็จขององค์กรหนึ่งองค์กร แต่เป็นสัญญาณสำคัญของอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจสามารถเดินไปพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุล ท่ามกลางเวลาที่เหลืออยู่ไม่ถึง 10 ปีในการชะลอวิกฤตโลกร้อน การตัดสินใจ “เร่งทำวันนี้” อาจเป็นความแตกต่างระหว่างโลกที่ยังพอมีทางเลือก กับโลกที่สายเกินแก้

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์