บทวิเคราะห์ล่าสุดจาก Standard Chartered Bankโดย ดร.ทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐกิจอาวุโส ประจำประเทศไทยและเวียดนาม ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ประเมินว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้ม “คง” อัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% ในการประชุมวันที่ 25 กุมภาพันธ์นี้ จากเดิมที่เคยคาดว่าจะปรับลดลง 0.25%
เหตุผลหลักที่คาดว่าจะ “คงดอกเบี้ย”
1. สัญญาณจาก ธปท. ยังไม่ชัดเจนเรื่องการลดดอกเบี้ย
ธปท. สะท้อนมุมมองว่าพื้นที่เชิงนโยบาย (policy space) มีจำกัด และปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไม่สามารถแก้ได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว
2. ตัวเลข GDP ไตรมาส 4/2568 ดีกว่าคาด
แม้ภาพรวมการเติบโตยังเปราะบาง แต่ข้อมูลล่าสุดออกมาดีกว่าที่ตลาดประเมิน สนับสนุนท่าที “รอดูสถานการณ์” ในระยะสั้น
3. คาดมติเอกฉันท์
ด้วยบริบทเศรษฐกิจปัจจุบัน มีโอกาสสูงที่คณะกรรมการนโยบายการเงินจะมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงดอกเบี้ย
แต่พื้นฐานยังหนุน “ลดดอกเบี้ย” ในครึ่งปีหลัง
แม้จะเลื่อนคาดการณ์การลดดอกเบี้ยจากกุมภาพันธ์ไปเป็น มิถุนายน 2569 แต่ Standard Chartered ยังมองว่าปัจจัยพื้นฐานสนับสนุนการผ่อนคลายนโยบายในระยะถัดไป ได้แก่
1) เศรษฐกิจฟื้นตัวไม่ทั่วถึง
แรงขับเคลื่อนหลักมาจากการบริโภคภาคเอกชน (ได้แรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ) และการสะสมสินค้าคงคลัง ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐในไตรมาส 4 ยังอ่อนแรง และภาคต่างประเทศเป็นแรงฉุด
2) เงินเฟ้อติดลบต่อเนื่อง
ภาวะเงินฝืดมีแนวโน้มยืดเยื้ออย่างน้อยถึงปลายไตรมาส 3 ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานยังต่ำกว่า 1% สะท้อนแรงกดดันด้านราคาที่จำกัด
3) ค่าเงินบาทแข็งค่า
ก่อนหน้านี้ ธปท. ระบุว่าต้องการเห็นเงินบาทอ่อนค่าลงในระดับที่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจจริง การแข็งค่าของเงินบาทจึงอาจเป็นอีกแรงผลักดันให้ต้องพิจารณาผ่อนคลายนโยบาย
4) ความไม่แน่นอนทางการเมือง
กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลอาจยืดเยื้อไปถึงเดือนมิถุนายน ซึ่งอาจกดดันกิจกรรมเศรษฐกิจในระยะสั้น
มุมมองต่อการลงทุน
• ตลาดตราสารหนี้: การคงดอกเบี้ยระยะสั้นอาจจำกัดแรงบวก แต่แนวโน้มลดดอกเบี้ยกลางปี ยังเอื้อต่อกลยุทธ์สะสมพันธบัตรระยะกลาง–ยาว
• ตลาดหุ้นไทย: ภาวะเงินเฟ้อต่ำและแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงในครึ่งปีหลัง อาจเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มอิงอุปสงค์ในประเทศ
• ค่าเงินบาท: หากมีสัญญาณลดดอกเบี้ยชัดเจนขึ้น อาจช่วยชะลอแรงแข็งค่า





