“SME โดนเอาเปรียบแต่ไม่รู้ว่าโดนเอาเปรียบ” กลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่สะท้อนปัญหาของผู้ประกอบการไทยได้ชัดที่สุด จากเวที Side Stage: Tomorrow’s Business Playbook ในงาน GCNT Expo 2026 ภายใต้หัวข้อ “OECD Business Playbook: From Standards to Action ธุรกิจไทยปรับตัวอย่างไรเมื่อกติกาเปลี่ยน”
เวทีนี้ชวนมองให้ไกลกว่าคำว่า “มาตรฐาน OECD” เพราะการที่ประเทศไทยเดินหน้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ไม่ได้กระทบเฉพาะรัฐบาลหรือบริษัทขนาดใหญ่ แต่กำลังนำไปสู่การเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำธุรกิจของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย
บนเวทีมีผู้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง 3 คน ได้แก่ ‘นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ’ ผู้อำนวยการกองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม, ‘สุปรีย์ ทองเพชร’ ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือสภา SME และ ‘ดร.ศุภกฤกษ์ ชมชาญ’ คณะกรรมการ OECD กกร. และที่ปรึกษาสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
แต่ประเด็นที่สะท้อนชีวิตจริงของ SME มากที่สุด คือคำถามว่า เมื่อกติกาโลกกำลังเปลี่ยน SME ไทยจะ “แข่งขัน” อย่างไร และจะทำอย่างไรไม่ให้ตัวเองเสียเปรียบโดยไม่รู้ตัว
“SME โดนเอาเปรียบ แต่ไม่รู้ว่าโดนเอาเปรียบ”
สุปรีย์ ประธานสภา SME ชี้ว่า หนึ่งในความเจ็บปวดของผู้ประกอบการรายเล็กที่พบจากการทำงานที่ผ่านมา คือ SME จำนวนมากกำลังถูกเอาเปรียบ แต่กลับคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติของการทำธุรกิจ
ตัวอย่างชัดเจนคือ ‘เครดิตเทอม’ จากเดิมที่ตกลงกันไว้ 30 วัน แต่ถูกยืดออกเป็น 60 วัน 120 วัน หรือยาวกว่านั้น ขณะที่ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยกลับมองว่า “เป็นเรื่องปกติทางการค้า” แต่ในมุมของการแข่งขันที่เป็นธรรม เรื่องนี้อาจไม่ใช่เรื่องปกติ
สุปรีย์ ยกตัวอย่างว่า การขยับเครดิตเทอมออกไปนานเกินสมควรสามารถสร้างภาระให้ SME เพราะเงินที่ควรหมุนกลับเข้าธุรกิจกลับไปค้างอยู่กับคู่ค้า ส่งผลโดยตรงต่อกระแสเงินสดและความสามารถในการแข่งขัน
บางกรณีรุนแรงถึงขั้นผู้ประกอบการบางกลุ่มถูกดึงเงินออกไปหลายเดือน แต่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นปัญหาด้านการแข่งขันทางการค้า
นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของ OECD ในมุม SME ไม่ใช่แค่การเพิ่มกฎ แต่คือการทำให้ผู้ประกอบการรู้ว่า “อะไรคือสิทธิของตัวเอง” และ “อะไรคือการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม”
OECD ไม่ได้มีแต่ “กฎ” แต่คือการทำให้แข่งขันได้บนสนามเดียวกัน
สุปรีย์ มองว่า การเข้าสู่ OECD ควรถูกมองเป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของไทยให้เอื้อต่อการแข่งขันมากขึ้น เพราะหากกติกามีความชัดเจน ธุรกิจจะรู้ว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ และไม่ต้องเผชิญกับปัญหาต้นทุนจากกฎระเบียบหรืออำนาจนอกระบบที่ไม่แน่นอน โดยเฉพาะ SME ที่ไม่ได้ส่งออกโดยตรง แม้อาจไม่ได้รับผลกระทบจาก OECD ในทันที แต่เมื่ออยู่ใน Supply Chain ของบริษัทขนาดใหญ่ ผลกระทบก็สามารถส่งต่อมายัง SME ได้ บริษัทใหญ่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานที่เข้มข้นขึ้น ขณะที่คู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานก็จำเป็นต้องยกระดับตามไปด้วย ดังนั้น SME จึงไม่สามารถแยกตัวเองออกจากการเปลี่ยนแปลงนี้ได้
แต่ในอีกด้านหนึ่ง นี่อาจเป็นโอกาสสำคัญ เพราะเมื่อ SME ไทยสามารถยกระดับมาตรฐานตัวเองได้ ก็มีโอกาสเข้าไปอยู่ใน Global Value Chain และเปิดตลาดไปยังประเทศสมาชิก OECD ได้กว้างขึ้น จากเดิมที่มองตลาดเพียง 60 กว่าล้านคนในประเทศไทย ก็อาจมองไปถึงตลาดของประเทศสมาชิก OECD ทั้ง 38 ประเทศ กติกาที่เข้มขึ้น จึงไม่ได้มีแต่ต้นทุน แต่สามารถกลายเป็น “ใบเบิกทาง” ให้ SME ไทยเข้าสู่ตลาดโลกได้เช่นกัน
ปัญหาอีกด้าน: “โดนเอาเปรียบจนคิดว่าเป็นเรื่องปกติ”
ประเด็นนี้ยังขยายไปถึงโลกดิจิทัล ประธานสภา SME ชี้ว่า ผู้ประกอบการยุคใหม่จำนวนมากพึ่งพาแพลตฟอร์มดิจิทัลในการขายสินค้า แต่คำถามคือ ผู้ประกอบการรู้หรือไม่ว่าอัลกอริทึม การมองเห็นสินค้า หรือ Visibility ของร้านค้าตัวเองถูกกำหนดอย่างไร
ตัวอย่างเช่น การไลฟ์ขายสินค้าแต่กลับไม่มีคนเห็นสินค้า หรือการต้องจ่ายค่าโฆษณาเพื่อให้สินค้าถูกนำเสนอแก่ลูกค้า
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “ขายของได้หรือไม่” แต่คือ กติกาที่กำหนดว่าใครจะได้เห็นสินค้าและใครจะถูกมองเห็นนั้นเป็นธรรมแค่ไหน
นี่คืออีกพื้นที่ที่แนวคิดเรื่อง Fair Competition และการแข่งขันที่เท่าเทียมกำลังมีความสำคัญมากขึ้นในโลกธุรกิจยุคดิจิทัล

“มาตรฐาน” ไม่ใช่เพดาน แต่คือพื้นฐานขั้นต่ำ
อีกประเด็นที่ ประธานสภา SME ต้องการสื่อถึง SME คือ อย่ามอง “มาตรฐาน” เป็นภาระที่ต้องทำเพื่อให้ผ่านเกณฑ์เท่านั้น เพราะมาตรฐานควรถูกมองเป็น Minimum Requirement หรือพื้นฐานขั้นต่ำ ที่ทำให้ทุกธุรกิจยืนอยู่บนสนามเดียวกัน
เมื่อทุกฝ่ายมีมาตรฐานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแรงงาน สิ่งแวดล้อม ธรรมาภิบาล การต่อต้านคอร์รัปชัน หรือการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ ก็จะช่วยลดช่องว่างระหว่างธุรกิจขนาดเล็กกับธุรกิจขนาดใหญ่ และเมื่อสนามแข่งขันมีความเท่าเทียมมากขึ้น สิ่งที่จะเกิดตามมาคือ การแข่งขัน นวัตกรรม และการพัฒนาตัวเองของผู้ประกอบการ“อย่ากลัวการแข่งขัน” จึงเป็น Mindset สำคัญที่ สุปรีย์ ประธานสภา SME ฝากถึงผู้ประกอบการ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เพราะการแข่งขันที่เป็นธรรมไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ธุรกิจเล็กหายไป แต่คือสิ่งที่ผลักให้ธุรกิจต้องพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น
9 เรื่องที่ธุรกิจไทยต้องเตรียมรับ เมื่อ OECD ขยับมาตรฐาน
ในมุมของภาครัฐ ‘นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ’ อธิบายว่า หนึ่งในกรอบสำคัญที่ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญคือ Responsible Business Conduct หรือ RBC หรือการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ แนวทางดังกล่าวครอบคลุมประเด็นสำคัญที่ภาคธุรกิจต้องให้ความสำคัญมากขึ้น โดยสามารถมองออกมาเป็น 9 เรื่องหลัก ได้แก่
- การเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส
- สิทธิมนุษยชน
- แรงงานและการจ้างงานที่เป็นธรรม
- สิ่งแวดล้อม
- การต่อต้านคอร์รัปชัน
- การคุ้มครองผู้บริโภค
- เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างมีความรับผิดชอบ
- การแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม
- การเสียภาษีอย่างถูกต้อง
หลายเรื่องไม่ใช่ของใหม่สำหรับบริษัทไทย เพราะปัจจุบันภาคธุรกิจจำนวนมากมีการทำ ESG หรือระบบบริหารความเสี่ยงอยู่แล้ว แต่สิ่งที่จะเปลี่ยนคือ ความเข้มข้นและความครอบคลุมของการดำเนินงาน โดยเฉพาะบริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจขนาดใหญ่ อาจต้องแสดงให้เห็นมากขึ้นว่า ตลอดทั้ง Value Chain มีการเคารพสิทธิมนุษยชน แรงงาน สิ่งแวดล้อม และมาตรฐานทางธุรกิจอย่างไร

Due Diligence: ธุรกิจต้องรู้ว่า “ความเสี่ยงอยู่ตรงไหน”
หนึ่งในคำสำคัญของ RBC ที่ภาคธุรกิจต้องรู้จักคือ Due Diligence หรือการตรวจสอบอย่างรอบด้าน นรีลักษณ์อธิบายว่า ธุรกิจควรเริ่มจากการกลับไปตรวจสอบตัวเองตลอดทั้ง Value Chain ว่า
จุดไหนมีความเสี่ยง → ระบุความเสี่ยง → ป้องกันหรือบรรเทาผลกระทบ → หากเกิดปัญหาต้องมีการเยียวยา → และสื่อสารต่อสาธารณะ
สิ่งสำคัญคือ บริษัทไม่จำเป็นต้องสร้างระบบใหม่ทั้งหมด เพราะหลายองค์กรมีระบบประเมินความเสี่ยงอยู่แล้ว เช่น การประเมินความเสี่ยงเกี่ยวกับพนักงาน คู่ค้า ลูกค้า และชุมชน สิ่งที่สามารถทำได้คือ นำประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน แรงงาน สิ่งแวดล้อม และ RBC เข้าไปเติมในระบบบริหารความเสี่ยงที่มีอยู่ จากนั้นทำให้เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง
นี่คือแนวทางที่ธุรกิจสามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่วันนี้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ประเทศไทยเป็นสมาชิก OECD อย่างสมบูรณ์
กกร.ชี้ SME ต้องมอง OECD ให้พ้นจากคำว่า “ภาระ”
ด้าน ‘ดร.ศุภกฤกษ์ ชมชาญ’ มองว่า ภาคเอกชนไทยไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ เพราะหลายองค์กรมีแนวทางด้านธรรมาภิบาล ESG และ Responsible Business Conduct อยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือการนำมาตรฐานเหล่านี้มาเชื่อมต่อกันให้เป็นระบบ
ในมุมของ SME ผลกระทบจาก OECD อาจไม่ได้มาในรูปแบบของกฎหมายที่บังคับโดยตรงทันที แต่สามารถส่งผ่านมาจากบริษัทขนาดใหญ่ คู่ค้าต่างประเทศ และ Supply Chain เมื่อบริษัทใหญ่ต้องยกระดับมาตรฐาน คู่ค้า SME ก็จำเป็นต้องยกระดับตาม แต่ในอีกด้านหนึ่ง การยกระดับดังกล่าวจะช่วยให้ SME สามารถเชื่อมต่อกับบริษัทต่างชาติและตลาดในประเทศสมาชิก OECD ได้ง่ายขึ้น
ดร.ศุภกฤกษ์ยังชี้ให้เห็นว่า ภาคธุรกิจเองมีช่องทางในการเรียนรู้จากประเทศที่กำลังเดินหน้าเข้าสู่ OECD เช่น อินโดนีเซีย ซึ่งมีการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อเตรียมความพร้อมของธุรกิจ หนึ่งในแนวคิดที่น่าสนใจคือการทำ “Business Playbook” ที่ไม่ได้หยิบมาตรฐาน OECD มาแปะตรงๆ แต่เอามาปรับให้เข้ากับบริบทของประเทศและภาคธุรกิจ เพราะสิ่งที่ธุรกิจต้องการไม่ใช่เพียงรู้ว่า “OECD กำหนดอะไร” แต่ต้องรู้ด้วยว่า“แล้วธุรกิจไทยต้องทำอะไรต่อ?”

National Contact Point กลไกใหม่ที่ธุรกิจควรรู้จัก
อีกหนึ่งความคืบหน้าที่ถูกเปิดเผยบนเวทีคือเรื่อง National Contact Point หรือ NCP ซึ่งเป็นกลไกสำคัญภายใต้แนวทาง OECD สำหรับ Responsible Business Conduct
โดยนรีลักษณ์ระบุว่า ประเทศไทยได้เดินหน้าจัดตั้ง NCP แล้ว โดยมีภาครัฐที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมขับเคลื่อน และมีภาคส่วนต่างๆ เข้ามาเป็นกลไกที่ปรึกษา
NCP มีบทบาทสำคัญ 2 ด้าน
- ส่งเสริมและเผยแพร่ความรู้
- เป็นกลไกไกล่เกลี่ยข้อร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับกรณีข้ามชาติ
ในอนาคตจะมีช่องทางให้ภาคธุรกิจเข้ามาศึกษาและขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจตามกรอบ RBC รวมถึงเรื่อง Due Diligence และการจัดการความเสี่ยง เป้าหมายคือทำให้เรื่องที่ดูเหมือนเป็น “มาตรฐานระดับโลก” กลายเป็นสิ่งที่ธุรกิจสามารถนำไปใช้จริงได้
จาก “มาตรฐาน OECD” สู่ “วิธีทำธุรกิจแบบใหม่”
หากถอดบทเรียนจากทั้ง 3 มุมมอง สิ่งที่เวทีนี้กำลังบอกกับธุรกิจไทยอาจไม่ใช่แค่ “เตรียมตัวรับ OECD” แต่คือ ถึงเวลาปรับวิธีคิดในการทำธุรกิจ
สำหรับ SME การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจมีทั้งต้นทุนและความท้าทาย แต่ในเวลาเดียวกันก็มีโอกาสสำคัญซ่อนอยู่เพราะหากกติกาชัดเจนขึ้น การแข่งขันเป็นธรรมขึ้น และทุกธุรกิจต้องยืนอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน SME ก็มีโอกาสต่อรองและแข่งขันได้ดีขึ้น ที่สำคัญคือ SME ต้องไม่ปล่อยให้ตัวเองอยู่ในสถานะ “ถูกเอาเปรียบจนคิดว่าเป็นเรื่องปกติ”
ตั้งแต่เครดิตเทอม การแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่ ไปจนถึงกติกาของแพลตฟอร์มดิจิทัล เพราะท้ายที่สุดแล้ว OECD ไม่ได้หมายความเพียงว่าไทยกำลังจะเข้าเป็นสมาชิกขององค์กรระหว่างประเทศ แต่หมายถึง การปรับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของไทยให้สามารถแข่งขันบนสนามเดียวกับโลกได้มากขึ้น และสิ่งที่ทั้ง 3 วิทยากรเห็นตรงกันคือ อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง เพราะมาตรฐานไม่ใช่เพดานของธุรกิจ แต่คือ “พื้นสนาม” ที่ทำให้ทุกคนเริ่มต้นการแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “OECD จะบังคับอะไรเรา?” แต่คือ “ถ้ากติกาใหม่ทำให้การแข่งขันเท่าเทียมขึ้น แล้ว SME ไทยพร้อมลงสนามหรือยัง?”




