Thailand × OECD | ถอดรหัสไทย EP.04 บทเรียน
‘คอสตาริกา-โคลอมเบีย’ ผ่าน OECD - เขาทำอย่างไร?
การเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่มีสูตรลัด แต่ประเทศที่เดินทางสู่ OECD สำเร็จมีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน คือ ใช้กระบวนการเข้า OECD เป็น ‘แรงเร่งปฏิรูปประเทศ’ ไม่ใช่แค่การแก้กฎหมายเพื่อให้ผ่านการประเมิน และสำหรับประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า ‘จะเข้า OECD ได้เมื่อไร’ แต่คือ “ก่อนถึงวันนั้น ไทยจะเปลี่ยนอะไรได้จริงบ้าง?” ลองย้อนดู 2 ประเทศที่ผ่านเส้นทางนี้มาก่อน
Costa Rica เปลี่ยน ‘คำแนะนำ’ ให้เป็น ‘งานที่ต้องทำ’
Costa Rica เริ่มกระบวนการเข้า OECD ในปี 2015 และเป็นสมาชิกในปี 2021 ใช้เวลาประมาณ 5 ปี ผ่านการประเมินเชิงลึกจากคณะกรรมการ OECD 22 คณะ พร้อมเดินหน้าปฏิรูปกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติหลายด้าน ทั้งการแข่งขัน ระบบสถิติ ความโปร่งใสทางภาษี การต่อต้านสินบน และธรรมาภิบาลรัฐวิสาหกิจ แต่บทเรียนสำคัญไม่ได้อยู่ที่ ‘Costa Rica แก้อะไร’ เท่านั้น
OECD ระบุว่า Costa Rica ตั้ง Taskforce ที่รวมหน่วยงานซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินข้อเสนอของ OECD เข้ามาทำงานร่วมกัน มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงร่วมติดตาม ประชุมสม่ำเสมอ ประเมินความคืบหน้า และส่งข้อมูลให้ OECD รับทราบและให้ Feedback ผลคือกระบวนการเข้า OECD กลายเป็นตัวเร่งให้การปฏิรูปเดินหน้าเร็วขึ้น แทนที่จะปล่อยให้ข้อเสนอของ OECD แยกกันอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ
บทเรียนถึงไทย: ไทยอาจไม่ได้ขาด ‘คณะทำงาน’ แต่โจทย์คือทำอย่างไรให้ข้อเสนอจากแต่ละด้านถูกแปลงเป็น งานที่มีเจ้าภาพ มีกรอบเวลา และวัดผลได้จริง
Colombia ไม่ใช่แค่แก้กฎหมาย แต่เปลี่ยน ‘วิธีออกกฎ’
Colombia เริ่มกระบวนการเข้า OECD ในปี 2013 และเป็นสมาชิกในปี 2020 โดยหนึ่งในบทเรียนที่น่าสนใจคือการปฏิรูประบบกฎระเบียบ โดยนำ Regulatory Impact Assessment หรือ RIA มาใช้ตั้งแต่ปี 2017
หลักคิดของ RIA เรียบง่าย แต่เปลี่ยนวิธีทำงานของรัฐอย่างมาก นั่นคือ ก่อนออกกฎหมายหรือกฎใหม่ รัฐควรประเมินก่อนว่า กฎนั้นจะแก้ปัญหาอะไร มีทางเลือกอื่นหรือไม่ ใครได้รับผลกระทบ และต้นทุนของการปฏิบัติตามกฎสูงแค่ไหน
ต่อมา Colombia ออกกฎหมายด้านการปฏิรูปกฎระเบียบในปี 2020 และพัฒนาเครื่องมือเพิ่มเติม รวมถึง SME Test เพื่อดูว่ากฎใหม่จะกระทบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือไม่ อย่างไรก็ตาม OECD ก็ยังชี้ว่า Colombia มีโจทย์ต่อเนื่อง เพราะ RIA ยังไม่ได้ถูกใช้อย่างเป็นระบบกับกฎระเบียบทุกประเภท
นี่คือบทเรียนที่สำคัญ: การเข้า OECD ไม่ได้หมายความว่า ‘ทำแล้วจบ’ แต่แม้เป็นสมาชิกแล้ว ประเทศก็ยังต้องปรับปรุงมาตรฐานและวิธีทำงานต่อไป
แล้วไทยอยู่ตรงไหน?
วันนี้ไทยเข้าสู่ช่วง Technical Review แล้ว หลังส่ง Initial Memorandum ให้ OECD เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 โดยจะถูกประเมินเชิงลึกจากคณะกรรมการ OECD 25 คณะ ครอบคลุมทั้งกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติ
รัฐบาลตั้งเป้าหมายให้ไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 และจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมากำกับและเร่งรัดการดำเนินงาน ที่สำคัญ ไทยเริ่มเปลี่ยน ‘คำแนะนำ’ ให้เป็นการปฏิบัติแล้ว เช่น สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาปรับแนวทางการรับฟังความคิดเห็นร่างกฎหมาย โดยเพิ่มระยะเวลาขั้นต่ำจาก 15 วันเป็น 30 วัน และให้รับฟังความคิดเห็นตั้งแต่ชั้นเสนอหลักการและหลังมีร่างกฎหมาย ตามแนวทางที่สอดคล้องกับข้อเสนอของ OECD
ขณะที่ ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เคยอธิบายแนวคิด Better Regulation for Better Life ว่า การออกกฎหมายควรเปิดเผยเหตุผล รับฟังผู้มีส่วนได้เสีย และใช้ข้อมูลจากสังคมจริง เพราะการรับฟังความคิดเห็นทำให้รัฐเข้าใจปัญหาได้ดีกว่าการคิดแทนประชาชนเอง
ด้านภาคเอกชน คณะทำงาน Zero Corruption ของ กกร. ก็เสนอให้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ลดการใช้ดุลยพินิจ เชื่อมโยงข้อมูล และปิดช่องว่างที่นำไปสู่การทุจริต ซึ่งสอดคล้องกับโจทย์การยกระดับธรรมาภิบาลและกฎระเบียบที่ไทยกำลังเผชิญ
จาก Costa Rica ถึง Colombia สู่ประเทศไทย
Costa Rica บอกไทยว่า อย่าปล่อยข้อเสนอ OECD เป็นเพียงรายงาน - ต้องมีเจ้าภาพและระบบติดตามจนเกิดผล
Colombia บอกไทยว่า อย่าแก้เฉพาะกฎหมายเก่า - ต้องเปลี่ยนวิธีที่รัฐออกกฎหมายใหม่ด้วย
และ โจทย์ของไทยวันนี้ จึงไม่ใช่แค่การตอบคำถาม OECD ให้ครบ 25 คณะ แต่คือการทำให้ประชาชนรู้สึกได้ว่า
• กฎน้อยลง
• รัฐโปร่งใสขึ้น
• ธุรกิจทำงานง่ายขึ้น
• การใช้ดุลยพินิจลดลง
• และ คุณภาพชีวิตดีขึ้น
เพราะหากมองจากประสบการณ์ของประเทศที่ผ่านกระบวนการมาแล้ว ‘การเข้า OECD’ ไม่ควรเป็นเส้นชัยของการปฏิรูป แต่ควรเป็นแรงส่งให้ประเทศไทยเปลี่ยนวิธีบริหารประเทศให้ดีขึ้นตั้งแต่วันนี้




