เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เป็นประธานการแถลงข่าว คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน เปิดเผยว่า ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา กำลังส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและความมั่นคงของโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในตลาดล่วงหน้าที่ปรับตัวสูงขึ้น และมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้า นอกจากนี้ สถานการณ์ดังกล่าวยังกระทบต่อการขนส่งสินค้าทางเรือ รวมถึงสินค้าพลังงาน และการเดินทางทางอากาศ โดยเฉพาะเส้นทางที่ผ่านตะวันออกกลาง
สภาพัฒน์ ประเมินในเบื้องต้นว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ขยายตัวได้เพียง 1.3%-1.6% ต่ำกว่าค่ากลางประมาณการเดิมที่ 2.0% และต่ำกว่ากรอบคาดการณ์ของ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่ประเมินไว้ก่อนหน้าในช่วง 1.6%-2.0% โดย กกร. เตรียมทบทวนประมาณการอีกครั้งตามพัฒนาการของสถานการณ์โลก

กกร. จับมือรัฐวางแนวทางรับมือ-สร้างโอกาสใหม่
เมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา กกร. ได้เข้าร่วมประชุมหารือกับหน่วยงานภาครัฐ โดยมีอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ประธานการประชุม ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบอย่างรอบด้าน
ที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ การดูแลช่วยเหลือประชาชนและแรงงานไทย การบริหารจัดการเพื่อป้องกันและแก้ไขภาวะขาดแคลนน้ำมัน ตลอดจนการบริหารต้นทุนค่าขนส่ง เพื่อบรรเทาภาระของภาคธุรกิจและประชาชนอย่างเร่งด่วน
ขณะเดียวกัน ยังมองหาโอกาสจากจุดแข็งของไทยด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อดึงดูดการลงทุนและส่งออกในสาขาที่มีศักยภาพ เช่น ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และการผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางบริการทางการแพทย์ (Medical Hub)
ย้ำปริมาณสำรองน้ำมันเพียงพอ 60 วัน ขอความร่วมมือประหยัดพลังงาน
กกร. ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงพอสำหรับการบริหารจัดการประมาณ 60 วัน จึงไม่มีเหตุจำเป็นต้องกักตุน แต่ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการใช้พลังงานอย่างประหยัด เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว
ทั้งนี้ กกร. พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของภาครัฐ และทำหน้าที่สื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องไปยังภาคธุรกิจ ประชาชน และผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อให้สามารถวางแผนรับมือสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จับตาความเสี่ยงการค้าสหรัฐฯ หลังใช้มาตรการภาษี 10%
นอกจากปัจจัยตะวันออกกลางแล้ว ความไม่แน่นอนจากมาตรการทางการค้าของ สหรัฐอเมริกา กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ วินิจฉัยให้มาตรการ Reciprocal Tariffs ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใช้มาตรา 122 บังคับใช้ Universal Tariff ในอัตรา 10% เป็นการชั่วคราว
ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ มีแนวโน้มบังคับใช้ Sectoral Tariffs และขยายผลมาตรา 301 และ 338 โดยเฉพาะประเด็นการสวมสิทธิ์สินค้าในกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อสินค้าส่งออกของไทยในระยะข้างหน้า
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ในปี 2568 ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ มูลค่า 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่เกินดุล 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนความเปราะบางต่อมาตรการกีดกันทางการค้าที่อาจเข้มข้นขึ้น
เร่งสร้างความเชื่อมั่น-ผลักดัน ‘Reinvent Thailand’
กกร. ประเมินว่าความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นภายในประเทศ โดยหวังว่ารัฐบาลใหม่จะใช้จังหวะความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ปรับตัวดีขึ้นหลังการเลือกตั้ง เดินหน้ารักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ควบคู่กับการบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นในระยะสั้น
นอกจากนี้ ยังเสนอให้เร่งรัดกระบวนการงบประมาณเพื่อให้การดำเนินนโยบายมีความต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปรับปรุงกฎระเบียบ ส่งเสริมการพัฒนาทักษะแรงงาน (Upskill–Reskill) การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวอย่างถูกกฎหมาย และสนับสนุนการลงทุนใหม่ที่ยกระดับประสิทธิภาพการผลิต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ภายใต้แนวทาง Reinvent Thailand




