ความขัดแย้งสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา ระยะสั้นกระทบไทยจำกัด
ระยะยาวน่าห่วงระเบียบโลกใหม่ สนค. ชี้ช่องเร่งคว้าโอกาสลงทุนย้ายฐาน
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและเวเนซุเอลาว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในระยะสั้นยังอยู่ในวงจำกัด ทั้งด้านการค้า เงินเฟ้อ และราคาพลังงาน เนื่องจากไทยมีความเชื่อมโยงทางการค้ากับเวเนซุเอลาในระดับต่ำ และราคาน้ำมันโลกยังไม่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวจำเป็นต้องจับตาความเสี่ยงจาก การจัดระเบียบโลกใหม่ การแบ่งขั้วอำนาจ และภูมิรัฐศาสตร์การค้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศเศรษฐกิจโลกและการส่งออกของไทย
นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ สั่งปฏิบัติการทางทหารเข้าจับกุมผู้นำเวเนซุเอลา ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวมีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งในมิติการควบคุมแหล่งพลังงานและการตัดวงจรอิทธิพลของมหาอำนาจขั้วตรงข้ามในภูมิภาคลาตินอเมริกา
ทั้งนี้ แม้เวเนซุเอลาจะถือครองปริมาณน้ำมันดิบสำรองมากที่สุดในโลก แต่สามารถผลิตน้ำมันได้ในสัดส่วนต่ำกว่า 1% ของผลผลิตทั่วโลก ประกอบกับตลาดน้ำมันโลกยังอยู่ในภาวะอุปทานส่วนเกิน ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบโลกไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว แต่กลับปรับลดลงเล็กน้อย สะท้อนว่าผลกระทบเชิงเศรษฐกิจในระยะสั้นต่อตลาดพลังงานโลกยังไม่รุนแรงนัก
อย่างไรก็ตาม ในมิติของตลาดการเงินโลกกลับมีความผันผวนเพิ่มขึ้น โดยนักลงทุนเริ่มโยกย้ายเงินทุนเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย เช่น เงินดอลลาร์สหรัฐและทองคำ สะท้อนความกังวลต่อความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ในระยะถัดไป
สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทย สนค. ประเมินว่า ผลกระทบทางตรงในระยะสั้นยังค่อนข้างจำกัด โดยในปี 2568 มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับเวเนซุเอลาอยู่ที่เพียง 55.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 0.01% ของมูลค่าการค้ารวมของไทย ขณะที่ฝั่งนำเข้าไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากไทยไม่ได้พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากเวเนซุเอลา
ในด้านการเงินค่าเงินบาทอาจมีความผันผวนและอ่อนค่าลงในช่วงแรก ตามทิศทางเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นจากสถานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ในระยะยาว ความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ ผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกและเงินเฟ้อ หากสหรัฐฯ สามารถเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันจากเวเนซุเอลาได้สำเร็จ จะทำให้อุปทานน้ำมันโลกเพิ่มขึ้น และกดดันราคาน้ำมันในระยะกลางถึงระยะยาว
แม้ราคาน้ำมันที่ลดลงจะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและแรงกดดันเงินเฟ้อโดยรวมของไทย แต่ในอีกด้านหนึ่งอาจส่งผลเชิงลบต่อ ราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะยางพาราและพืชพลังงาน ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับราคาน้ำมัน กดดันรายได้เกษตรกรและกำลังซื้อในระดับฐานราก
นอกจากนี้ หากราคาน้ำมันปรับลดลงต่อเนื่อง จะทำให้มูลค่าการนำเข้าพลังงานของไทยลดลง ส่งผลให้ความต้องการเงินดอลลาร์สหรัฐลดลงตามไปด้วย ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนุนให้ ค่าเงินบาทแข็งค่าในระยะยาว และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออก
ในมิติภูมิรัฐศาสตร์การค้าโลก นันทพงษ์ ระบุว่า การดำเนินนโยบายจัดระเบียบโลกใหม่และการแทรกแซงประเทศอื่นของสหรัฐฯ อาจนำไปสู่ความตึงเครียดทางการค้าที่รุนแรงขึ้น ทั้งสงครามการค้า การกีดกันทางเทคโนโลยี และการแบ่งขั้วของห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งจะส่งผลลบต่อบรรยากาศการค้าโลกและเพิ่มแรงกดดันต่อการส่งออกของไทยในระยะถัดไป
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความเสี่ยงดังกล่าว สนค. มองว่า สถานการณ์นี้เป็นโอกาสสำคัญของไทย ในฐานะประเทศที่วางตัวเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และขั้วอำนาจตรงข้าม เช่น จีน จะเป็นแรงเร่งให้เกิดการย้ายฐานการผลิตออกจากจีนมายังภูมิภาคอาเซียนเร็วขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากสงครามการค้า ซึ่งเปิดโอกาสให้ไทยดึงดูดการลงทุนใหม่ และขยายการส่งออกสินค้าทดแทนไปยังตลาดสหรัฐฯ
นันทพงษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ภาครัฐและเอกชนไทยต้องร่วมมือกัน เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยภาครัฐควรรักษาจุดยืนความเป็นกลาง เพื่อสร้างสมดุลความสัมพันธ์กับทุกฝ่าย ควบคู่กับการเร่งเจรจาการค้าเชิงรุกและมาตรการดึงดูดการลงทุนจากอุตสาหกรรมที่ต้องการย้ายฐานการผลิต ขณะที่ภาคเอกชนจำเป็นต้องเพิ่มความคล่องตัว บริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และกระจายตลาดส่งออก เพื่อลดการพึ่งพาประเทศคู่ขัดแย้งมากเกินไป และเตรียมพร้อมรับมือกับระเบียบโลกใหม่อย่างยั่งยืน


