ราคาทั้งโลหะมีค่าและโลหะอุตสาหกรรมพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงปลายปี 2025 จากแรงกดดันทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ความต้องการภาคอุตสาหกรรมที่เร่งตัว และปัญหาด้านอุปทานในหลายประเทศ
สำนักข่าว AFP สรุปปัจจัยหลักที่อยู่เบื้องหลังการพุ่งขึ้นของราคาโลหะดังนี้
โลหะกลับมาเป็น “สินทรัพย์หลบภัย”
ทองคำและเงินยังคงถูกมองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย โดยความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ตั้งแต่สงครามในยูเครนและกาซา ไปจนถึงนโยบายภาษีเชิงรุกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้นักลงทุนหันมาถือโลหะมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ความกังวลต่อหนี้สาธารณะของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ และความเสี่ยงฟองสบู่ในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก็ยิ่งกระตุ้นแรงซื้อ
นักวิเคราะห์มองว่า “โลหะกำลังถูกมองเป็นประกันความเสี่ยง มากกว่าสินทรัพย์เพื่อเก็งกำไร”
ดอลลาร์อ่อนค่า ดันโลหะพุ่ง!
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง และแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม ทำให้สินทรัพย์ดั้งเดิมอย่างดอลลาร์และพันธบัตรสหรัฐเสน่ห์ลดลง
ผลคือเงินทุนไหลเข้าสู่ทองคำและเงินอย่างต่อเนื่อง
• ทองคำ ปรับขึ้นกว่า 70% ในปีเดียว ทะลุ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นครั้งแรก
• เงิน ทำสถิติใหม่ที่ 72 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้นกว่า 2.5 เท่า นับจากต้นปี
ดอลลาร์ที่อ่อนค่ายังช่วยหนุนโลหะอุตสาหกรรม เพราะทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ถูกลงสำหรับผู้ซื้อทั่วโลก
ดีมานด์ใหม่จาก AI และพลังงานสะอาด
ความต้องการโลหะอุตสาหกรรมพุ่งขึ้นอย่างมาก จากการขยายตัวของเทคโนโลยี AI และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
• ทองแดง ซึ่งใช้ในแผงโซลาร์ กังหันลม รถยนต์ไฟฟ้า และดาต้าเซ็นเตอร์ ทำราคาสูงสุดใหม่ ทะลุ 12,000 ดอลลาร์ต่อตัน
• อะลูมิเนียม และ เงิน ได้อานิสงส์จากการใช้งานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
• แพลทินัม และ พัลลาเดียม พุ่งขึ้น หลังสหภาพยุโรปเปิดทางให้รถเครื่องยนต์สันดาปขายต่อได้หลังปี 2035
อุปทานตึงตัว ซ้ำเติมราคา
ความกังวลเรื่องภาษีนำเข้าของสหรัฐ ทำให้หลายบริษัทเร่งกักตุนทองแดง ขณะที่การหยุดชะงักของเหมืองในคองโก ชิลี และอินโดนีเซีย เพิ่มความเสี่ยงด้านอุปทาน
ตลาดโลหะอย่างเงิน แพลทินัม และอะลูมิเนียม ก็เผชิญภาวะตึงตัวเช่นกัน โดยการซื้อขายช่วงวันหยุดปลายปีที่มีสภาพคล่องต่ำ ยิ่งทำให้ราคาเหวี่ยงแรงจากแรงเก็งกำไรและความกลัว “ตกรถ”



